กลับสู่หน้าแรก

วันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ขอเชิญร่วมงาน เทศกาลชา - กาแฟ จังหวัดเชียงราย Chiang Rai Coffee & Tea Festival 2018

ขอเชิญร่วมงาน เทศกาลชา - กาแฟ จังหวัดเชียงราย
Chiang Rai Coffee & Tea Festival 2018
ระหว่างวันที่ 22-24 สิงหาคม และวันที่ 1 กันยายน 2561

ร่วมเสวนากับวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้าน ชา - กาแฟ
- การเตรียมความพร้อมอุตสาหกรรมชา - กาแฟเพื่อรองรับการเปิดตลาดเสรี
- ทิศทางการมุ่งสู่ นครแห่งชาและกาแฟ - เทรนด์ของชา -กาแฟ ในอนาคต


กิจกรรม Workshop
วันที่ 24 สิงหาคม 2561 หลักสูตร การชิมชาและสร้างสรรค์เมนูชา
วันที่ 1 กันยายน 2561 หลักสูตร การทดสอบคุณภาพเมล็ดกาแฟและทดสอบชิม
ณ โรงแรมมันตรินี่ เชียงราย

สมัครก่อนมีสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรม Workshop
#ฟรีรับจำนวนจำกัด
รับสมัครตั้งแต่วันนี้ถึง 31 กรกฎาคม 2561
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันชา มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
โทรศัพท์/โทรสาร 053-916253
อีเมล์ : tea-institute@mfu.ac.th
#ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย










วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ชาดังร้อยชนิด: 50. 天尖茶 (เทียนเจียนฉา) ชายอดสวรรค์

ครึ่งทางแล้วสำหรับชาดังร้อยชนิด ดังชื่อนะครับตั้งใจจะเขียนให้ครบร้อยชนิดแต่ท่านที่ติดตามอ่านเสมอก็จะเห็นอยู่ว่าเขียนได้น้อยลงทุกปี ๆ เพราะมีภารกิจมากจริง ๆ ต้องหาเวลากลางคืนเอาไว้เขียนสะสมเอาไว้ ตอนนี้ตีสองกว่าแล้วเป็นเวลาที่สงวนเอาไว้เขียนบล็อคโดยเฉพาะเพราะว่ามันเงียบดีสมองแล่น สำหรับชาตัวที่ห้าสิบนี้เป็นชาที่บ้านเราไม่ใคร่คุ้นเคยนักแต่เป็นชาดีจริง ๆ อีกชนิดหนึ่งซึ่งผมคิดว่าคอชาบ้านเราสามารถรับได้กับรสชาติและกลิ่น ชื่อของมันก็คือเทียนเจียน ชายอดสวรรค์


หูหนานเป็นดินแดนแห่งชาชั้นเลิศตั้งแต่โบราณกาล ชาที่ผลิตที่นี่ชื่อเสียงกระเดื่องดังมากมายโดยเฉพาะชาจากอำเภออันฮว่า เคยเรียบเรียงเอาไว้แล้วสำหรับ ชาดังร้อยชนิด: 39.千两茶 (เชียนเหลี่ยงฉา) ชาพันตำลึง ซึ่งมีลักษณะเป็นแท่ง ใช้การอัดใบชาลงไปในไม้ไผ่สานบ่มไว้นานหลายปีจึงนำมาดื่ม แต่ลักษณะของชาที่จะกล่าวถึงในตอนนี้นั้นแตกต่างกันอยู่ ขอเริ่มด้วยการแบ่งเกรดชาของหูหนานโดยเฉพาะที่อันฮว่า (安化) แต่โบราณจะแบ่งออกตามนี้คือ 五尖 (อู่เจียน) หมายถึงยอดทั้งห้าประกอบด้วย 天尖 (เทียนเจียน/ยอดสวรรค์)、生尖 (เซิงเจียน/ยอดกำเนิด)、贡尖 (ก้งเจียน/ยอดบรรณาการ)、地尖 (ตี้เจียน/ยอดปฐพี) และ 金尖 (จินเจียน/ยอดทองคำ) ซึ่งแต่ละชนิดนั้นจะเด็ดแตกต่างกัน ปัจจุบันมีตัวอย่างเพียงสามกลุ่มคือเทียนเจียนชายอดสวรรค์นั้นเด็ดเอาแต่ใบอ่อนเกรดยอดไม่ติดก้านชา (茶梗/ฉาเกิง) ก้งเจียนยอดบรรณาการเป็นเกรดรองจากเทียนเจียน มีใบอ่อนแต่มีใบรองเป็นหลักผสมก้านชาบ้าง และเซิงเจียนเป็นใบรองผสมก้านชามากทั้งก้านแก่และอ่อน สามกลุ่มนี้เรียกว่า 三尖 (ซันเจียน) หรือยอดทั้งสามในปัจจุบัน จากเกรดที่กล่าวแล้วทั้งสามก็นำไปผลิตเป็นชาลักษณะต่าง ๆ ทั้งชาแผ่นสี่เหลี่ยมเรียกว่า 砖茶 (จวนฉา) หรือ 花卷 (ฮวาจ่วน) ที่เป็นต้นแบบของเชียนเหลี่ยงฉา (เรื่องของจวนฉาเอาไว้เล่าให้ฟังแยกออกมาอีกตอน)


ท่านอ่านถึงตรงนี้คงสนใจว่าปกติชาที่ดื่ม ๆ กันประจำนั้นมักไม่ปนก้านชา จะมีก็เป็นก้านอ่อนทำไมชาทางหูหนานจึงผสมก้านแก่ลงไปด้วย นั่นเพราะชาทางนี้นั้นเห็นว่ารสของก้านชา (茶梗味/ฉาเกิงเว่ย) นั้นมีความสำคัญ หนึ่งคือให้ความมัน น้ำมันของชาอยู่ที่ก้านมากเมื่อผสมก้านลงไปจะทำให้น้ำชามีความมัน ดื่มง่ายลื่นคอมีกลิ่นที่เรียกว่ากลิ่นของก้านชาอย่างหนึ่งที่เป็นกลิ่นหอมเฉพาะตัว อย่าลืมว่าชาเหล่านี้เป็นสกุลชาดำที่ต้องการเก็บบ่มเอาไว้นาน ๆ และเมื่อนานไปแล้วกลิ่นของก้านชายิ่งชัดเจนขึ้น น้ำชายิ่งมันขึ้นเหตุนี้เองจึงนิยมใส่ก้านชาเอาไว้ อีกประการคือในก้านชาสะสมความชื้นมากกว่าในใบชาซึ่งเป็นแหล่งความชื้นชั้นดีที่ใช้เพาะเชื้อราในแผ่นหรือแท่งชา ชาแผ่นหรือชาแท่งที่มีเชื้อราสีทองหรือ 金花 (จินฮวา) นั้นแท้ที่จริงคือราสกุล Eurotium cristatum เป็นราสีทองที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย พวกเรารู้จักชาลักษณะนี้ผ่านงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับชาของหูหนานและกวางสีมากมาย เชื้อราต้องการความชื้นในการเจริญเติบโต ดังนั้นก้านชานี่แหละคือแหล่งของความชื้นชั้นดีที่ใช้หล่อเลี้ยงราเหล่านั้น


วิธีการเด็ดชาของอันฮว่าก็เป็นเทคนิคเฉพาะเช่นกัน ที่นี่ใช้เครื่องมือที่เรียกว่า 茶摘子 (ฉาไจจึ) ลักษณะเหมือนเคียวเล็ก ๆ มีด้าม ใบมีดวงพระจันทร์ด้านขวาง เวลาเด็ดใช้มือกำด้ามแล้วใช้นิ้วเกี่ยวยอดชาพร้อมก้านแล้วเอาเคียวนี้ตัด เพราะก้านชาจะเหนียวหากใช้มือดึงโดยตรงอาจทำร้ายต้นชาทำให้กิ่งหักขาดได้ การเด็ดชาเทียนเจียนก็จะมีสองลักษณะคือหนึ่งเด็ดเป็นใบอ่อนเท่านั้นกับสองเด็ดรวมใบแก่และก้านด้วยแล้วนำมาคัดในภายหลัง พื้นที่ที่ผลิตชาเทียนเจียนที่สำคัญคือหยุนไถซาน (云台山) ทางตะวันตกของอันฮว่า เกาหม่าเอ้อซี (高马二溪) และลิ่วต้ง (六洞) ตอนกลางของอันฮว่า และฝูหรงซาน (芙蓉山) ทางทิศตะวันออก แต่นอกจากพื้นที่ที่กล่าวถึงแลวทั่วทั้งอันฮว่าในปัจจุบันก็มีการผลิตชาลักษณะนี้โดยทั่วไป โรงงานที่มีชื่อเสียงเช่นไป๋ซาซี (白沙溪)  เถียนจวง (田庄) อันฮว่าฉาฉ่าง (安化茶厂) อันฮว่าฝูหรงหลินฉ่าง (安化芙蓉林场) อี้หยาง (益阳) เป็นต้น หากนับแล้วโรงงานที่มีมาตรฐานสูงสุดคงต้องให้ไป๋ซาซี


กระบวนการทำชาดำของแถบนี้คล้ายกับของทางยูนนานที่ทำชาผู่เอ๋อร์สุกกล่าวคือเริ่มตั้งแต่เด็ดใบชานำมานึ่งเพื่อหยุดการเปลี่ยนสีของใบชาจากนั้นจึงนวดรอบแรกแล้วนำไปหมัก ขั้นตอนการหมักหรือเรียกว่า 渥堆 (อู้ตุย) นั้นก็คือการนำใบชามากองขึ้นแล้วให้ความชื้นสูงเข้าไปจะเกิดกระบวนการที่เรียกว่า 发酵 (ฟาเจี้ยว) การหมักหรือ fermentation นั่นเอง ซึ่งกระบวนการนี้จะทำให้เกิดความร้อน ความร้อนนี้เองจะทำให้ใบชาเปลี่ยนสภาพไปนี่เป็นเทคนิคของยูนนาน แต่ชาทางอันฮว่านั้นเมื่อนวดแล้วจะเอาไปอัดใส่ถังคลุมด้วยผ้าทิ้งเอาไว้ พอเกิดความร้อนภายในชาจะเปลี่ยนเป็นสีออกเหลือง จากนั้นจึงนำไปทำให้แห้งการทำแห้งด้วยเทคนิคดั้งเดิมคือใช้การปิ้งบนเตาขนาดใหญ่ด้านล่างก่อไฟเอาไว้เทชาเอาไว้ด้านบนแล้วค่อยพลิกกลับใบชาไปจนใบชาสีเข้มขึ้นแล้วเก็บเอาไว้ สำหรับชาเทียนเจียนกระบวนการเป็นแบบนี้ ส่วนชาอื่นจะนำไปอัดแผ่นหรือใส่ในไม้ไผ่สานก็ต้องนำไปนึ่งรอบหนึ่งแล้วอัดขึ้นรูป หากประเภทที่มีราสีทองก็ใส่เชื้อลงไปด้านในบริเวณตรงกลางก่อนค่อยอัดเป็นรูป

เทียนเจียนนั้นเมื่อทำแห้งแล้วจะถูกอัดใส่เข่งไม้ไผ่เก็บเอาไว้ เหตุที่ต้องใช้ไม้ไผ่สานนั้นเพราะว่าชาต้องการความชื้นในการพัฒนาตัวแต่สำหรับชาตัวนี้โดยเฉพาะเกรดเทียนเจียนนั้นกลิ่นหมักไม่มีเลยสำหรับชาใหม่ ไม่เหมือนกับผู่เอ๋อร์สุกที่หลายคนรับไม่ได้กับกลิ่นที่ค่อนข้างเข้มข้น เมื่อเทียบกันแล้วเทียนเจียนดื่มง่ายกว่ามาก ชาอย่างนี้กลิ่นหอมดอกไม้อ่อน ๆ รสออกหวานชัดเจนอีกทั้งชุ่มคออีกด้วย เป็นชาที่ถือว่าเกรดดีที่สุดในมณฑลหูหนานก็ว่าได้


ทำไมชาดำถึงนิยมเก็บเก่าแล้วจึงดื่ม? ไม่เพียงแต่ชาจากหูหนานเท่านั้น รวมถึงชาผู่เอ๋อร์จากยูนนาน ลิ่วเป่าจากกวางสี ชิงจวนจากหูเป่ยหรือจั้งฉาจากเสฉวนก็ล้วนนิยมดื่มเก่าทั้งสิ้น นั่นเพราะชาลักษณะนี้เมื่อใหม่ ๆ รสชาติมันสู้ชาเก่าไม่ได้ ชาใหม่มักมีกลิ่นเขียวสดของใบชา แน่นอนชาจากที่นี่ดังอธิบายไว้ข้างต้นคือใส่ก้านชาลงไปด้วย ดังนั้นเมื่อใหม่ ๆ จะมีกลิ่นของก้าน มีรสของก้านที่ออกฝาดอยู่มากแต่เมื่อเก่าไปกลิ่นหรือรสที่แหลมไปทางใดทางหนึ่งมันจะค่อย ๆ ถูกทอนจนกลมกลืนกันมากขึ้น ความนุ่มนวลมีมากกว่า ดื่มแล้วรู้สึกผ่อนคลายเบาสบายกว่ามาก เหตุนี้ชาลักษณะนี้ผู้คนจึงนิยมเสาะหามาสะสมเอาไว้ดื่มเมื่อแผ่นชานั้นมีอายุมาก ชานั้นจะเห็นความแตกต่างชัดเจนเมื่อมีอายุห้าปีไปแล้ว ในทุกช่วงระยะเวลาห้าปีจะต่างกันค่อนข้างชัดเจนมากเช่นชาปีใหม่เทียบกับห้าปี เทียบกับสิบปี เทียบกับสิบห้าหรือยี่สิบปีนั้นเหมือนชาคนละตัว มีโอกาสอยากให้ได้ทดลองกันสักครั้ง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะชื่นชอบ เพราะความเก่านั้นแลกมากลับกลิ่นหอมที่มีในชาใหม่ ๆ รสเข้มในชาใหม่หรือการซ่อนความฝาดในชาใหม่ ๆ เมื่อชาพัฒนาตัวไปแล้วรสกลิ่นเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นปัจจุบันก็มีโรงงานที่ผลิตชาลักษณะนี้เพื่อให้ดื่มปีใหม่ ๆ โดยเฉพาะ เหล่านี้เป็น "แนวโน้ม" หรือที่เรียกว่าเทรนด์ เพื่อตอบสนองกลุ่มคนที่ต้องการดื่มชาใหม่อีกประการคือให้เกิดการหมุนเวียนเร็วขึ้นในตลาดชาอีกด้วย

เทียนเจียนนั้นในสมัยโบราณถูกใช้เป็นของขวัญมอบให้กับญาติผู้ใหญ่ พ่อค้า เพื่อนฝูงหรือแม้แต่ให้ขุนนางในโอกาสพิเศษต่าง ๆ พอถึงสมัยจักพรรดิเต้ากวง (ประมาณปี 1825) ชายอดสวรรค์ก็ถูกกำหนดให้เป็นชาที่ต้องส่งเข้าวังหลวง ดังนำเสนอเอาไว้ว่ามีชาเกรดบรรณาการหรือก้งเจียน ทว่าทำไมเทียนเจียนที่เป็นเกรดสูงสุดจึงไม่ได้ชื่อว่าเป็นชาบรรณาการหรือก้งเจียนหรือทำไมไม่ใช้เทียนเจียนเป็นชาบรรณาการทั้งหมด นั่นเพราะว่าคำว่าชาบรรณาการหากเข้าใจให้ถูกคือชาที่ส่งเข้าวังนอกจากมอบให้จักรพรรดิแล้วยังใช้ในพระราชวงศ์รวมถึงขุนนางด้วยซึ่งจำเป็นจะต้องผลิตในปริมาณมาก ดังนั้นจึงแยกเทียนเจียนออกมาผลิตเพื่อจักรพรรดิเท่านั้น ชาอย่างนี้ผลิตได้น้อยอีกทั้งต้องใช้แรงงานมากในการเด็ดรวมถึงการผลิต หากน้ำหนักชาเท่ากัน เกรดของเทียนเจียนกับก้งเจียนมีใบชาแตกต่างกันนับเป็นจำนวนใบเกือบครึ่งหนึ่งเลยทีเดียวและแน่นอนว่าหากว่าตีเป็นเทียนเจียนจะต้องส่งเข้าวังหลวงทั้งหมด ถ้าผลิตส่งในวังไม่ทันหรือไม่ครบตามจำนวนจะมีโทษดังนั้นการผลิตชาเข้าวังหรือก้งเจียนจึงใช้ชาเกรดสองผสมกับก้านส่งเข้าวังเพื่อให้กับขุนนางแทนเทียนเจียนซึ่งสงวนเอาไว้สำหรับจักรพรรดิเท่านั้น ในสมัยชิงชาเทียนเจียน (รวมถึงชาหูหนานหูเป่ยมากมาย) นิยมนำไปชงเป็นชานม นั่นเพราะการดื่มชานมเป็นความคุ้นชินของชาวแมนจู เทียนเจียนให้รสอ่อนจึงนิยมนำไปต้มจะได้รสเข้มขึ้น ส่วนทางใต้ของจีนไม่นิยมต้มกับนมแต่นำมาชงดื่มได้รสอ่อนโยน ดื่มแล้วรู้สึกเบาสบายได้รับความนิยมมาก


ในปัจจุบันพื้นที่ที่นิยมชาลักษณะนี้มากก็คือทางซีอาน กว่างโจว เฮยหลงเจียง นิยมใช้ใบชาช่วง 谷雨 (กู๋อวี่) ก็คือช่วงหลังเช็งเม้งรอให้ใบชายาวขึ้นเต็มที่ มีความชื้นในใบมากแล้วจึงเด็ด ข้อนี้ต่างจากชาอย่างอื่น เนื่องจากผ่านกระบวนการอบปิ้งในขั้นสุดท้าย ถ้าเป็นชาที่ผลิตตามแบบโบราณจะต้องได้กลิ่นควันไม้สนที่นำมาปิ้งชาให้แห้ง จุดนี้ก็เป็นเสน่ห์ของชายอดสวรรค์อย่างหนึ่ง

มีการค้นคว้ากันสำหรับชาดำทางหูหนาน ได้ผลจากงานวิจัยหลากหลายโดยเด่นชัดในเรื่องของการลดความดันโลหิต ลดน้ำตาลในเลือด ที่สำคัญคือลดไขมัน รวมถึงลดอาการร้อนใน ร่างกายเย็นสบาย ขับปัสสาวะอย่างดี ชาดำอย่างเทียนเจียนนั้นให้เก็บเอาไว้ในอุณหภูมิห้องที่มีความชื้นปกติ อากาศไม่แห้งและหนาวเย็นเกินไป ไม่ควรเก็บในตู้เย็นนั่นเพราะชาลักษณะนี้ต้องการความชื้นและอุณหภูมิที่ค่อนข้างสูงเพื่อใช้พัฒนาตัว ซึ่งก็นับว่าเหมาะกับอากาศของประเทศไทยเหมือนกัน

ฝากคลิปของชาเทียนเจียนของโรงงานอี้หยางเอาไว้ให้รับชมดูครับ 


ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามครับ ร่วมพบปะพูดคุยกันได้ที่เพจสมาคมผู้รักชาและวัฒนธรรมจีน


วันศุกร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2561

วัฒนธรรมชาในวรรณคดีความฝันในหอแดง 红楼梦贵族茶文化

บันทึกตระกูลเฉา (曹)

ตระกูลเฉามีชื่อเสียงขึ้นมาตั้งแต่สมัยของเฉาสี่ (曹玺 1629-1684) เฉาสี่เป็นบุตรของเฉาเจิ้งเยี่ยน (曹振彦 **-1675) เฉาเจิ้งเยี่ยนเป็นคนเมืองเหลียวหยาง เป็นทหารในกองทัพของตัวเอ่อร์กุน (多尔衮 1612-1650) แม่ทัพชาญศึกของแมนจู ซึ่งขณะนั้นเป็นยุคปลายราชวงศ์หมิง ภายหลังที่ทัพแมนจูบรรลุข้อตกลงกับอู๋ซานกุ้ย (吴三桂 1608-1678) แม่ทัพผู้เฝ้าประตูด่านซานไห่กวนให้เปิดประตูด่านเพื่อให้ทัพแมนจูเข้าด่านเป็นผลสำเร็จ ทัพกองธงขาวของตัวเอ๋อร์กุนก็เข้าด่านมาปราบปรามกบฏหลี่จื้อเฉิง (李志成 1606-1645) จนหนีกระเจิดกระเจิงไปยังแดนใต้แล้วก็เข้ายึดพระราชวังหลวงเมืองปักกิ่งได้สำเร็จ


เฉาเจิ้งเยี่ยนเวลานั้นติดตามตัวเอ่อร์กุนไปประจำอยู่เส้นทางซานซีป้องกันนครหลวง ช่วงนั้นเฉาสี่ก็เติบใหญ่จึงได้เข้ามาอยู่ในกองธงขาวเช่นเดียวกับบิดาทำหน้าที่ทหารองครักษ์จวนอ๋องของตัวเอ่อร์กุน พอถึงปีที่แปดในรัชสมัยจักรพรรดิซุ่นจื้อกองธงขาวที่ตระกูลเฉาสังกัดอยู่ก็คืนสู่ความควบคุมของจักรพรรดิ (เนื่องจากตัวเอ่อร์กุนสิ้นชีพิตักษัย) เฉาเจิ้งเยี่ยนและเฉาสี่ (ขณะนั้นได้เป็นองครักษ์ชั้นสอง) ได้ทำงานรับใช้พระจักรพรรดิโดยตรง พอถึงซุ่นจื้อปีที่สิบห้า (1658) เฉาเจิ้งเยี่ยนก็ขอลาออกจากราชการ เฉาสี่ยังอยู่ในกองธงขาวโดยเลื่อนตำแหน่งตลอดเวลาจนได้เป็นผู้ดูแลเรื่องราวในวัง (内务府工部郎中) ดูแลผลิตภัณฑ์เครื่องเงินทอง กระเบื้อง เครื่องหนัง แพรพรรณ ใบชา เฉาสี่ได้ภรรยาแซ่ซุน (孙) คนหนึ่ง ในปีซุ่นจื้อที่สิบเอ็ด (1651) พระจักรพรรดินีเซี้ยวคังจาง (孝康章皇后 1638-1663) ได้มีพระประสูติกาลองค์ชาย 玄烨 (เสวียนเย่) ภรรยาของเฉาสี่ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจากพระจักรพรรดิซุ่นจื้อให้มาเป็นแม่นมองค์ชายเสวียนเย่ (แต่น่าแปลกใจว่าบุตรของเฉาสี่กับนางซุนนั้นเกิดในปี 1658 ทีแรกที่เข้ามาเป็นแม่นมจะมีนมเลี้ยงพระราชโอรสได้อย่างไร ข้อนี้มีคำบอกเล่าหลากหลายทั้งนางซุนทำลายครรภ์ตัวเองหรือว่าเด็กในท้องแท้งไปแต่แรกจึงไม่มีเด็กแต่มีนมป้อนพระโอรส) ต่อมาในปี 1658 นางซุนให้กำเนิดเฉาอิ๋น (曹寅 1658-1712) เฉาอิ๋นเนื่องจากกำเนิดจากแม่นมขององค์ชายจึงมีวาสนาได้คลุกคลีกับองค์ชายเสวียนเย่ตั้งแต่เล็ก เรียกได้ว่าเติบโตขึ้นมาพร้อมกัน เมื่อเสวียนเย่เจริญวัยแล้วในวังจึงแต่งตั้งพระอาจารย์มาสอนหนังสือ สอนการปกครอง เฉาอิ๋นก็ได้ร่วมเรียนเป็นพระสหายขององค์ชาย ทั้งสองคลุกคลีกันมีความสนิทสนมมาก มีความสัมพันธ์ฉันพี่น้องยิ่งกว่าพี่น้องแท้ ๆ เสียอีก ในหมู่องค์ชายนั้นเป็นเรื่องปกติที่จะต้องมีการแข่งขันกันเพื่อเป้าหมายการขึ้นเป็นจักรพรรดิในอนาคต จักรพรรดิซุ่นจื้อ (顺治 1638-1661) มีองค์ชายทั้งสิ้นแปดพระองค์ สวรรคตในวัยเด็กไม่พ้นขวบปีสองพระองค์ ในช่วงปลายรัชสมัยซุ่นจื้อนั้นทำให้องค์ชายที่เติบใหญ่สี่พระองค์ (อีกสองพระองค์เพิ่งประสูติ) เริ่มแก่งแย่งราชสมบัติกันแต่ทั้งหมดก็ยังเป็นเพียงเด็กอายุ 5-8 ขวบทั้งสิ้น ครั้งนั้นเสวียนเย่อายุเพียง 7 ขวบก็ได้รับราชสมบัติขึ้นเป็นจักรพรรดิเฉลิมพระนามว่าพระจักรพรรดิคังซี (康熙 1654-1722) ตระกูลเฉาก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากคังซีเป็นอันมาก พระราชทานของมีค่า รวมถึงเกียรติยศมากมายให้เสมอ

นางซุนหลังจากให้กำเนิดเฉาอิ๋นแล้วก็ยังให้กำเนิดเฉาฉวน (曹荃 ชื่อเดิมเฉาเซวียน 曹宣) อีกคนหนึ่ง สองพี่น้องจึงได้มีโอกาสใกล้ชิดจักพรรดิคังซีตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ ทั้งสองพี่น้องก็มีตำแหน่งหน้าที่การงานในราชสำนัก ถึงที่สุดแล้วเฉาอิ๋นได้ตำแหน่งหัวหน้าสำนักผู้ตรวจการ (通政使司 ทงเจิ้งสื่อซือ) เป็นขุนนางขั้นสาม ส่วนเฉาสี่ผู้เป็นพ่อนั้นตำแหน่งสุดท้ายคือซ่างซู (เหมือนรัฐมนตรี) กรมแรงงาน (工部尚书) คังซีพระราชทานหนังสือลายมือ พระราชทานชุดงูหม่าง ขนนกยูงและเครื่องยศอื่น ๆ ส่วนเฉาฉวนนั้นได้เป็นซือคู่ (司库) ขุนนางขั้นเจ็ดควบคุมการนำเข้าสินค้าต่าง ๆ จากภายนอกเข้าในวัง แม้ว่าจะเป็นตำแหน่งที่ไม่สูงแต่ก็มีผลประโยชน์มากมาย ภายหลังคังซีดำริให้ตระกูลเฉาออกจากศูนย์กลางไปอยู่ที่นานกิงเป็นหูตาให้กับพระองค์ โดยแต่งตั้งเฉาสี่ เฉาอิ๋นให้เป็นผู้ตรวจการการค้าเกลือ สิ่งทอซูโจวและเจียงหนิง ในสมัยนั้นการค้าเกลือและแพรพรรณมีผลประโยชน์สูงมากดังนั้นตระกูลเฉานอกจากได้นับเป็นพระญาติใกล้ชิดแล้วก็ยังเป็นขุนนางคหบดีที่ร่ำรวยมากตระกูลหนึ่งของเจียงหนาน เฉาอิ๋นมีบุตรโทนเพียงคนเดียวชื่อว่า 曹颙 (เฉาหยง 1689-1715) ในช่วงบั้นปลายเฉาอิ๋นร่างกายอ่อนแอไม่สามารถควบคุมกิจการของราชสำนักต่อไปได้ จักพรรดิคังซีมีพระบัญชาให้เฉาหยงควบคุมโรงงานทอผ้าและตำแหน่งอื่น ๆ แทนที่ ช่วงนั้นทรงเห็นว่าเฉาอิ๋นมีบุตรโทนเพียงคนเดียวจึงรับสั่งให้บุตรคนที่สี่ของเฉาฉวน (เฉาฉวนมีบุตรสี่คนชื่อเฉาซุ่น เฉาซาง เฉาจี้และเฉาฝู่) ที่ชื่อเฉาฝู่ (曹頫 1706-1774) มาเป็นบุตรชายบุญธรรมของเฉาอิ๋นเนื่องจากเฉาหยงเองก็สุขภาพไม่สู้ดี เฉาหยงรับหน้าที่แทนบิดาได้เพียงสามปีก็ถึงแก่กรรม ตระกูลเฉาพัวพันกับข้าราชสำนักมากมายตั้งแต่ขุนนางจนถึงเชื้อพระวงศ์องค์ชาย บุตรีของเฉาอิ๋นเองก็ได้เป็นพระชายาของวังผิงจวินอ๋อง ดังนั้นไม่แปลกเลยที่ตระกูลเฉาจะลอบสนับสนุนองค์ชายใดขึ้นเป็นจักรพรรดิต่อจากคังซี การแก่งแย่งตำแหน่งจักรพรรดิในปลายรัชสมัยคังซีนั้นดุเดือดกว่าสมัยซุ่นจื้อมาก นั่นเพราะว่าองค์ชายต่าง ๆ ล้วนเจริญวัยแล้วทั้งหมด คังซีมีองค์ชายทั้งสิ้นสามสิบห้าพระองค์บ้างสิ้นพระชนม์ตั้งแต่ยังเล็กเมื่อถึงปลายรัชสมัยองค์ชายที่เติบใหญ่แล้วก็มีถึงยี่สิบสี่พระองค์ทั้งหมดต่างแบ่งเป็นกลุ่ม เป็นพวกตัวเอง เมื่อองค์ชายจับกลุ่มกันแน่นอนว่าขุนนางต่าง ๆ ก็ลอบมองอยู่ด้านข้าง สนับสนุนฝ่ายที่ตนเองคิดว่าจะมีโอกาส ตระกูลเฉาใช้จ่ายเงินทองมากมายเพื่อทดแทนพระคุณของจักรพรรดิคังซี ดังที่ทราบกันอยู่แล้วว่าคังซีเสด็จประพาสทางใต้หกครั้ง สี่ครั้งถึงกับเป็นตระกูลเฉาออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด จะต้องเป็นเงินมหาศาลเพียงใด ดังนั้นตั้งแต่เฉาอิ๋นที่ถือว่าเป็นขุนนางมือสะอาดจับจ่ายเงินทองจนร่อยหรอลงแต่ก็ไม่ได้ทำให้ตระกูลเฉาเสื่อมเสียอันใด รุ่นต่อมาเฉาหยงยังดีแต่มีโอกาสควบคุมกิจการเพียงสามปีก็ตกอยู่ในมือของเฉาฝู่ เฉาฝู่ผู้นี้เองใช้เงินทองล้างผลาญ ไม่สนใจกิจการ ไม่สนใจคำสั่งจากทางการถือดีว่าเป็นตระกูลสูงศักดิ์และลอบสนับสนุนกลุ่มการเมืองอีกด้วย ภายหลังเมื่อจักรพรรดิคังซีสวรรคต จักรพรรดิหย่งเจิ้ง (雍正 1678-1735) ขึ้นครองราชย์ทรงใส่พระทัยกับโรงงานทอผ้าและกิจการของรัฐมาก ได้ตักเตือนตระกูลเฉาหลายครั้ง มีครั้งหนึ่งผ้าที่จะต้องนำถวายเข้าวังนั้นไม่ผ่านมาตรฐานแสดงว่าโรงงานไม่มีความใส่ใจและอาจยักยอกค่าใช้จ่ายจนทำให้เกิดการผิดเพี้ยนไปของมาตรฐาน ผู้ตรวจราชการซานตงได้ฟ้องร้องเข้ามาถึงในวัง จักรพรรดิหย่งเจิ้งทรงพระพิโรธกล่าวว่า "本来就不是个东西" (แปลว่าที่จริงก็เป็นพวกเลวร้ายมานานแล้ว) หย่งเจิ้งปีที่ห้า (1727) ตระกูลเฉาถูกยึดทรัพย์ เฉาฝู่ติดคุก (เฉาฝู่ติดคุกอยู่เก้าปีจึงได้ออกมากในปีแรกรัชสมัยเฉียนหลง) ภายหลังที่บ้านตระกูลเฉาถูกยึดทรัพย์สมาชิกตระกูลเฉาทั้งหลายก็ต้องเดินทางมาอาศัยบ้านของฝ่ายมารดา (ตระกูลหลี่ 李) ที่ปักกิ่ง

เฉาเสวี่ยฉิน (曹雪芹 1715-1763) เวลานั้นอายุยังเยาว์เพียง 6-7 ขวบก็ต้องระหกระเหินเดินทางจากเจียงหนิงมาปักกิ่ง บิดาของเฉาเสวี่ยฉินนั้นบ้างว่าคือเฉาหยง บ้างว่าคือเฉาฝู่ เฉาเสวี่ยฉินเติบโตขึ้นมาด้วยความยากแค้น อาศัยฝีมือในการวาดภาพเขียนตัวอักษรหาเงินเลี้ยงตัว สุดท้ายเขาตั้งใจว่าจะถ่ายทอดเรื่องราวของตระกูลตัวเองออกมาเป็นนิยายโดยใช้ชื่อว่าบันทึกของก้อนหิน (石头记/สือโถวจี้) ยังมีอีกหลายชื่อเช่นวาสนาของหยกกับทอง (金玉缘/จินยู่หยวน) ต่อมาจึงกลายเป็นความฝันในหอแดง (红楼梦/หงโหลวเมิ่ง) เนื้อเรื่องแสดงถึงวิถีชีวิตของชนชั้นสูง ความเหลวแหลกฟอนเฟะของสังคม ใช้ภาษาสละสลวย บอกเล่าเรื่องราวในชีวิตประจำวันอย่างละเอียด เป็นหนึ่งในสี่สุดยอดวรรณกรรมของจีนเคียงคู่กับซ้องกั๋ง ไซอิ๋ว และสามก๊ก เรื่องความฝันในหอแดงนั้นเฉาเสวี่ยฉินเขียนเอาไว้แปดสิบตอนก็เสียชีวิตดังนั้นจึงมีคนเขียนต่อหลายรายทำให้ความฝันในหอแดงมีหลากหลาย ฉบับที่ เกาเอ้อ (高鹗 1758-1815) เขียนต่อมาอีกสี่สิบตอนได้รับความนิยมมากที่สุด

วัฒนธรรมชาในความฝันในหอแดง

ความฝันในหอแดงถ่ายทอดเรื่องราวของการดื่มชาเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของชั้นสูง ไม่ว่าจะยินดีเศร้าโศก เหนื่อยหน่าย สุขสันต์ ชาล้วนมีส่วนร่วมเสมอ ขอยกตัวอย่างนำเสนอในฉบับแปลไทยโดยวรทัศน์ เดชจิตกร 2523 สำนักพิมพ์สร้างสรรค์ แม้ว่าจะมีการตัดทอนจากต้นฉบับหลายส่วนแต่ก็ยังมีร่องรอยของชาให้เห็นตลอดสามสิบสามบทแปลจากท่อนที่เฉาเสวี่ยฉินประพันธ์

บทที่ 1 หน้า 17 จะเห็นว่าในเรื่องน้ำชาถูกนำมาใช้ต้อนรับแขกโดยอัตโนมัติซึ่งก็ถือเป็นธรรมเนียมโดยปกติ หากมีแขกมาย่อมต้องต้อนรับด้วยน้ำชา ที่พิเศษคือเหตุการณ์นี้แสดงว่าต้องมีบ่าวไพร่คอยติดตามรับใช้ใกล้ชิดอยู่และต้องมีการเตรียมน้ำเตรียมชาเตรียมอุปกรณ์เอาไว้ตลอดเวลาสำหรับบ้านของชนชั้นสูง

บทที่ 7 หน้า 111 นี่ก็เป็นธรรมเนียมเช่นกันในการใช้ชาต้อนรับแขก ผิดกันที่นี่เป็นในตัวคฤหาสน์เอง แต่ละส่วนที่มีผู้คนพำนักมีคนรับใช้ ผู้รับใช้ก็คอยดูว่าเจ้านายของตนมีแขกมาหรือไม่ ก็ย่อมต้องจัดหาน้ำชามาเลี้ยง แม้แต่เป็นญาติสนิทเองก็ต้องยกน้ำชามาเลี้ยงดื่มกัน

บทที่ 7 หน้า 116 ชาน้ำค้างเฟิงหมายถึงชาเฟิงลู่ (枫露) ปัจจุบันไม่ทราบว่าคือชาอะไรอาจเป็นชื่อชาที่ทำจากใบชาจริง ๆ ชนิดหนึ่งหรือเป็นชาที่ทำจากใบเฟิง
คือใบเมเปิ้ลก็ได้ 

บทที่ 8 หน้า 130 มีแขกเข้ามาในเรือนย่อมต้องนำชามาต้อนรับ 

บทที่ 11 หน้า 164 ในอารามแม่ชีก็มีหน้าที่ชงชารับรองแขกที่เข้ามาไหว้พระเช่นกัน

บทที่ 12 หน้า 172 ธรรมเนียมเลี้ยงแขกด้วยชาไม่ว่าจะเป็นคนธรรมดาหรือขุนนางก็ดีย่อมมีการต้อนรับ เชื้อเชิญตามมารยาท

บทที่ 18 หน้า 239 บรรยายถึงการกลับถึงบ้าน เมื่อกลับมาแล้วสิ่งแรกที่สั่งก็คือให้ยกน้ำชามา นี่เพราะเป็นความคุ้นชินของผู้คนในสมัยนั้น

บทที่ 18 หน้า 244 ชาบรรณาการถือเป็นของจำเพาะสำหรับจักรพรรดิ เมื่อประทานต่อ ๆ กันลงมาก็มีสิทธิ์ที่ประยูรญาติใกล้ชิดสามารถได้ลิ้มลอง ในเรื่องเขียนถึงชาจากประเทศเราจริง ๆ ว่าเป็นของบรรณาการ สมัยที่เฉาเสวี่ยฉินเขียนเรื่องนี้นั้นเป็นยุคปลายกรุงศรีอยุธยาดังนั้นหากได้ยินได้ฟังหรือได้เห็นชาบรรณาการจริงก็คงเป็นชาที่ราชสำนักอยุธยาส่งไป

บทที่ 23 หน้า 312 แสดงถึงความพิถีพิถันของการชงชาในสมัยนั้น ถ้วยในเรื่องคาดว่าเป็นถ้วยลักษณะไก้หว่านค่อนข้างใหญ่ 

บทที่ 23 หน้า 313 ยิ่งแสดงความพิพีพิถันของการชงชาเป็นพิเศษ ใช้ของเก่าโบราณล้ำค่า ใช้น้ำหิมะมาชงชา เรียกได้หว่าหรูหราอย่างยิ่ง

บทที่ 32 หน้า 432 ในเรื่องทำให้ทราบว่าชามีสองลักษณะหนึ่งคือชาชงใหม่ ๆ เพื่อดื่มทันทีกับชาที่ตั้งเอาไว้สำหรับหยิบมาดื่มได้ตั้งตามโต๊ะหรือชุดรับแขกต่าง ๆ ในบริเวณห้องหรืออาคาร

ตัวอย่างที่คัดมานั้นทำให้เห็นว่าชากับเรื่องความฝันในหอแดงมีส่วนในการสร้างสีสันอยู่ แน่นอนว่าหากพิจารณาจากเอกสารต้นฉบับแล้วล่ะก็ จะพบเห็นธรรมเนียมการใช้ชาต่าง ๆ ที่แสดงในเรื่องชัดเจน รวมถึงข้อความบางส่วนที่ฉบับแปลไม่ได้ใส่เอาไว้ ยกตัวอย่างเช่น เรื่องของการใช้น้ำชาบ้วนปาก (茶漱口/ฉาซู่โข่ว) ในบทที่ 16 บทที่ 67และ 76 ฉบับจีนนั้นกล่าวเอาไว้อย่างชัดเจนถึงการใช้น้ำชาบ้วนปาก กลั้วปากหลังอาหารและหลังตื่นนอน ทำให้ฟันแข็งแรงปากสะอาดแต่นี่ถือเป็นความฟุ้งเฟ้ออย่างหนึ่งเหมือนกัน นอกจากนี้ยังมีการใช้ชาทำเป็นขนมหรือขนมที่กินคู่กับน้ำชาปรากฎอยู่ในหลายตอนเช่นบทที่ 3 บทที่ 15 มีการกล่าวถึง 茶果 (ฉากั่ว) ซึ่งหมายถึงขนมที่ผสมกับชาส่วน 茶点心 (ฉาเตี่ยนซิน) ก็หมายถึงขนมที่กินคู่กับชานั่นเอง

ภาพของเรื่องราวความฝันในหอแดงนั้นเป็นที่อยู่ของชนชั้นสูง ดังนั้นลักษณะเป็นคฤหาสน์ใหญ่โต มีห้องหับต่าง ๆ มากมาย แน่นอนว่ามีห้องชาหรือ 茶房 (ฉาฝาง) โดยเฉพาะ แต่ไม่ได้หมายถึงเป็นห้องสำหรับชงชาที่แยกออกจากตัวตึกไปโดดเดี่ยว แต่เป็นห้องที่ใช้เก็บใบชา อุปกรณ์ต่าง ๆ ซึ่งมีกล่าวถึงในบทที่ 14 บทที่ 51 และ 54 บรรยายถึง 收管杯碟茶器 (โซวก่วนเปยเตี๋ยฉาชี่/เก็บรักษาอุปกรณ์ชาโดยเฉพาะ)

แน่นอนว่าในแต่ละห้องของคฤหาสน์มักประดับจัดวางเอาไว้ด้วยตู้เตียงหนังสือและชุดชา ในบทที่ 51 53 และ 77 ได้บลรรยายเอาไว้ถึงอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ถูกหยิบจับขึ้นมาใช้และตกแต่งเอาไว้เช่น 桌上有书籍茶具 (จัวซ่างโหย่วซูจี๋ฉาจวี้/บนโต๊ะมีกล่องหนังสือและอุปกรณ์ชา) เป็นต้น ทำให้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้นว่าชานั้นมีความเชื่อมโยงกับผู้คนชนชั้นสูงอย่างมากมาย อุปกรณ์ชาที่แสดงในเรื่องมีมากมายทั้ง 茶盘, 小茶盘, 填花茶盘,茶杯,茶碗,茶器,茶笼,茶炉 เป็นต้น


 แน่นอนว่าในชีวิตประจำวันดังตามที่คัดฉบับแปลไทยแสดงไว้ด้านต้นนั้น ฉบับจีนมีเรื่องของชาแทรกไว้ในแทบทุกบท โดยให้ตัวละครเป็นผู้ชงบ้าง คนรับใช้บ้าง ตัวเอกอื่น ๆ บ้าง โดยจับชาขึ้นมาให้เชื่อมโยงกับทุกอริยาบทและอารมณ์ของตัวละคร

ในบทที่ 41 มีชื่อของชาสองชนิดปรากฎขึ้นก็คือ 六安茶 (ลู่อันฉา) คงหมายถึงชาเขียวลู่อัน (หรือเม็ดแตงลู่อันกวาเพี่ยน-六安瓜片) อีกชนิดคือ 老君眉 (เหล่าจวินเหมย) เป็นชาจากหูหนานทั้งสองชนิดล้วนเป็นชาที่ต้องส่งเข้าวังหลวงทั้งสิ้น นี่แสดงให้เห็นความหรูหราของครอบครัวตัวละครอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีชาบรรณาการจากสยามที่ได้กล่าวถึงแล้วและหลงจิ่ง (龙井茶) รวมถึงชาผู่เอ๋อร์ (普洱茶) ปรากฎในเรื่องอีกด้วย ความหรูหรานี้ยากจะบรรยายได้เพราะว่าทั้งหมดล้วนเป็นชาบรรณาการทั้งสิ้น

ความฝันในหอแดงสมเป็นสุดยอดวรรณกรรม ไม่เพียงแต่ในส่วนที่เฉาเสวี่ยฉินรจนาเท่านั้น ส่วนของเกาเอ้อร์เองก็มีเขียนเรื่องเกี่ยวกับชาเอาไว้ลึกซึ้งหลายตอน วรรณกรรมเรื่องนี้สามารถใช้ชามาเสริมความรู้สึกสมจริง เป็นธรรมชาติให้กับตัวละครได้ ทำให้เนื้อเรื่องลื่นไหลรวมถึงเป็นองค์ความรู้อีกส่วนหนึ่งสำหรับชาในสมัยชิงตอนต้น ท่านใดที่สนใจอย่าลืมหามาอ่านดูครับ

ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามครับ ร่วมพบปะพูดคุยกันได้ที่เพจสมาคมผู้รักชาและวัฒนธรรมจีนครับ



วันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

2018 the third China district tea emei international tea culture expo fair




ผมดีใจทุกครั้งที่ได้รับเชิญไปงานประชุมเกี่ยวกับชาที่เมืองจีน นั่นเพราะเป็นโอกาสสร้างชื่อเสียงของประเทศไทยเราให้ชาวจีนและชาวโลกรู้จักมากยิ่งขึ้น ในเวทีระดับนานาชาติน้อยครั้งมากที่เราจะได้มีโอกาสเข้าไปร่วมพูดคุย พบปะ คลุกคลีกับประเทศผุ้นำหรือกลุ่มธุรกิจเกี่ยวกับชาในระดับโลกเช่นนี้ งานที่เชิญมาครั้งนี้เป็นของกระทรวงเกษตรของจีนฝ่ายที่ดูแลพืชชาโดยเฉพาะจัดขึ้นในชื่อ 2018第三届峨眉山茶博会 หรือ 2018 the third China district tea emei international tea culture expo fair ที่เมืองเล่อซาน เขาง๊อไบ๊ มณฑลเสฉวน ระหว่างวันที่ 6-10 กรกฎาคมที่ผ่านมา ทางผู้จัดได้เชิญผมเข้าร่วมเป็นกรรมการตัดสินการแข่งขันชาที่จัดขึ้นของมณฑลด้วยแต่ถ้าจะไปเป็นกรรมการต้องไปตั้งแต่วันที่ 2 ซึ่งติดภารกิจผมเลยไม่ได้เข้าร่วมในรายการนี้ ปีหน้าไม่พลาดแน่นอน ในส่วนอื่นในงานที่สำคัญเช่นการนำชาไทยไปร่วมแสดงสินค้า โดยได้รับความร่วมมือจากโรงงานชาวาวีซึ่งเฮียชางทายาทคนโตของโรงงานชาวาวีได้ร่วมเดินทางไปกับผมด้วย ความร่วมมือระหว่างเรากับทางชาวาวีนั้นเรียกได้ว่ากลมกลืนกันดั่งน้ำกับชา ผสมผสานกันอย่างลงตัวเสมอมา ครั้งนี้นอกจากงานแสดงสินค้าแล้วยังมีการเจรจาทางธุรกิจหรือ Business matching อีกด้วยซึ่งทางจีนให้ความสนใจชาไทยและตลาดไทยอย่างมาก อนึ่งในฐานตัวแทนจากประเทศไทยผมได้มีโอกาสในการกล่าวรายงานสถานการณ์ของชาไทยให้กับนานาประเทศฟัง รวมถึงบรรยายเกี่ยวกับโอกาสในการลงทุนระหว่างกันต่อไปในอนาคตอีกด้วย

 

งานครั้งนี้ได้รู้จักเพื่อนใหม่ ๆ หลายท่าน เพิ่มความสนิทสนมกับเพื่อนเก่าแก่ทั้งหลาย ทั้งหมดนี้เพื่อหวังว่าสักวันหนึ่งชาไทยของเราจะก้าวสู่สายตาชาวโลกอย่างเต็มภาคภูมิ ผมเชื่อมั่นว่าชาไทยมีดีและชาไทยไม่แพ้ชาใดในโลก ประสบการณ์ทั้งหมดที่ได้เข้าร่วมงานระดับนานาชาติผมคอยจดบันทึกเอาไว้เสมอและจะถ่ายทอดให้กับเกษตรกร ไร่ชา โรงงานชาในงานประชุม Chiang Rai Coffee and Tea Expo 2018 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 22-24 เดือนสิงหาคมต่อไปภายใต้หัวข้อโอกาสและความท้าทายของอุตสาหกรรมชาไทย เมื่อบรรยายแล้วจะสรุปและนำเสนอเอาไว้ในบล็อคนี้ด้วยนะครับ

ขอบพระคุณทุกกำลังใจที่มีให้เสมอมา ร่วมติดตามพบปะพูดคุยกันได้ที่เพจสมาคมผู้รักชาและวัฒนธรรมจีน