กลับสู่หน้าแรก

วันจันทร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2561

เซ็นต์ MoU รับหลักการการจัดตั้งสมาคมชาแห่งอาเซียน (ASEAN TEA ASSOCIATION) 22 ส.ค. 2561

ได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับการรวมกลุ่มของเกษตรกรผู้ผลิตชา โรงงานชารวมถึงผู้ค้าชาในแต่ละประเทศมาประมาณสองปี พบเห็นถึงประโยชน์ในการรวมกลุ่มเพื่อทำให้เกิดการสร้างโอกาสในการขยายตลาด สร้างคอนเน็คชั่น รวมไปถึงความช่วยเหลือในลักษณะเชิงเทคนิคหรือวิชาการของทั้งสมาชิกในกลุ่มต่าง ๆ เองหรือระหว่างกลุ่มที่มีความร่วมมือกันภายใต้กรอบข้อตกลงบางอย่าง ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีในการที่จะสร้างความสัมพันธ์ในระดับนานาชาติจึงเกิดการทำ MoU ฉบับแรกกับทางสมาคมผู้ค้าชามาเลเซียขึ้นภายใต้กรอบความตกลงช่วยเหลือซึ่งกันและกันในทุกด้าน ในงานประชุมครั้งหนึ่งได้มีการหารือระหว่างกันของสมาคมชาจากประเทศต่าง ๆ รวมถึงผมเองซึ่งเป็นตัวแทนจากประเทศไทยถึงกรอบความร่วมมือในการรวมกลุ่มที่จะขยายใหญ่ขึ้นดังนั้นพวกเราจึงคิดถึงการรวมกลุ่มในประเทศอาเซียนขึ้น กรอบความร่วมมือของสมาคมชาอาเซียนก็เป็นเช่นเดียวกับสมาคมชาในประเทศต่าง ๆ แต่จะถูกยกระดับขึ้นเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาคอาเซียน ในครั้งนี้ที่มีการประชุมเครือข่ายชาและกาแฟซึ่งจัดโดยจังหวัดเชียงราย มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง สสปน.และมีหน่วยงานภาครัฐเข้าร่วมมากมายเช่นเกษตรจังหวัด อุตสาหกรรมจังหวัดอันเป็นหน่วยงานสำคัญที่จะช่วยผลักดันอุตสาหกรรมชาของประเทศไทยให้ก้าวหน้าไปเข้าร่วมด้วย จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะทำ MoU ฉบับใหม่ซึ่งมีกรอบความร่วมมือในการรับหลักการจัดตั้งสิ่งที่เรียกว่าสมาคมชาอาเซียน ASEAN Tea Association ขึ้น โดยมีเลขาธิการของหอการค้าจีนหรือ CFNA มร.ไช่ จวิน 中国土畜进出口公司,秘书长 蔡军 ร่วมเป็นสักขีพยาน โดยถือเป็นการรับหลักการครั้งแรกระหว่างสมาคมผู้ค้าชามาเลเซีย Tea Trade Association of Malaysia (TTAM) กับ Tea and Chinese Culture Appreciation Society of Thailand (TCCAST) ประเทศไทย


ในอนาคตสมาคมนี้จะเกิดขึ้นซึ่งจะยังผลดีต่อเกษตรกรบ้านเรา โรงงานชาบ้านเรา เพราะจะเกิดการขยายตัวของตลาด มีช่องทางการค้าที่หลากหลายเพิ่มขึ้น ปริมาณการส่งออกจะเพิ่มขึ้นและประเทศไทยจะเป็นที่น่าจับตาจากตลาดชาโลกมากยิ่งขึ้น สิ่งเหล่านี้เป็นประโยชน์และเป็นผลจากการทำงานร่วมกันของผมกับทางคุณเดชา พิทักษ์วาวีไร่ชาวาวีที่พยายามผลักดันอุตสาหกรรมชาไทยให้พัฒนาไประหว่างตลอดเวลาสองปีที่ผ่านมา วันนี้เริ่มเห็นผลลัพธ์ เริ่มเห็นอนาคตที่สดใสขึ้น หน้าที่ของเราคือการนำตลาดเข้ามาหาเกษตรกร แต่ทว่ายังต้องพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรไทยเองให้ทัดเทียมกับนานาชาติ พัฒนาผลิตภัณฑ์ของไทยให้เป็นที่สนใจในตลาดโลก ดังนั้นเส้นทางยังอีกไกลแต่ถือว่าได้เริ่มออกเดินจากจุดที่เรายืนย่ำอยู่กับที่กว่าสิบปีที่ผ่านมา

ขอบพระคุณทุกกำลังใจที่ร่วมผลักดันให้เดินมาจนถึงจุดนี้


บรรยายเรื่องอุตสาหกรรมชาไทย โอกาสและความท้าทาย 22 ส.ค. 2561


ได้มีโอกาสรับเชิญเป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้แก้เกษตรกร โรงงานชารวมถึงหน่วยงานรัฐบาลในหัวข้ออุตสาหกรรมชาไทย โอกาสและความท้าทาย บรรยายในงานประุมเครือข่ายชาและกาแฟที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เนื้อหาที่บรรยายนั้นโดยหลักแล้วเป็นเรื่องที่ได้ทราบจากในวงประชุมระดับนานาชาติ งานวิจัยรวมถึงประสบการณ์ส่วนตัว สิ่งที่นำเสนอเอาไว้นั้นหวังว่าจะยังประโยชน์แก่พี่น้องเกษตรกรเพื่อนำไปใช้พัฒนาวงการชาไทยให้ก้าวหน้าต่อไปในอนาคต


วันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ขอเชิญร่วมงาน เทศกาลชา - กาแฟ จังหวัดเชียงราย Chiang Rai Coffee & Tea Festival 2018

ขอเชิญร่วมงาน เทศกาลชา - กาแฟ จังหวัดเชียงราย
Chiang Rai Coffee & Tea Festival 2018
ระหว่างวันที่ 22-24 สิงหาคม และวันที่ 1 กันยายน 2561

ร่วมเสวนากับวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้าน ชา - กาแฟ
- การเตรียมความพร้อมอุตสาหกรรมชา - กาแฟเพื่อรองรับการเปิดตลาดเสรี
- ทิศทางการมุ่งสู่ นครแห่งชาและกาแฟ - เทรนด์ของชา -กาแฟ ในอนาคต


กิจกรรม Workshop
วันที่ 24 สิงหาคม 2561 หลักสูตร การชิมชาและสร้างสรรค์เมนูชา
วันที่ 1 กันยายน 2561 หลักสูตร การทดสอบคุณภาพเมล็ดกาแฟและทดสอบชิม
ณ โรงแรมมันตรินี่ เชียงราย

สมัครก่อนมีสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรม Workshop
#ฟรีรับจำนวนจำกัด
รับสมัครตั้งแต่วันนี้ถึง 31 กรกฎาคม 2561
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันชา มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
โทรศัพท์/โทรสาร 053-916253
อีเมล์ : tea-institute@mfu.ac.th
#ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย










วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ชาดังร้อยชนิด: 50. 天尖茶 (เทียนเจียนฉา) ชายอดสวรรค์

ครึ่งทางแล้วสำหรับชาดังร้อยชนิด ดังชื่อนะครับตั้งใจจะเขียนให้ครบร้อยชนิดแต่ท่านที่ติดตามอ่านเสมอก็จะเห็นอยู่ว่าเขียนได้น้อยลงทุกปี ๆ เพราะมีภารกิจมากจริง ๆ ต้องหาเวลากลางคืนเอาไว้เขียนสะสมเอาไว้ ตอนนี้ตีสองกว่าแล้วเป็นเวลาที่สงวนเอาไว้เขียนบล็อคโดยเฉพาะเพราะว่ามันเงียบดีสมองแล่น สำหรับชาตัวที่ห้าสิบนี้เป็นชาที่บ้านเราไม่ใคร่คุ้นเคยนักแต่เป็นชาดีจริง ๆ อีกชนิดหนึ่งซึ่งผมคิดว่าคอชาบ้านเราสามารถรับได้กับรสชาติและกลิ่น ชื่อของมันก็คือเทียนเจียน ชายอดสวรรค์


หูหนานเป็นดินแดนแห่งชาชั้นเลิศตั้งแต่โบราณกาล ชาที่ผลิตที่นี่ชื่อเสียงกระเดื่องดังมากมายโดยเฉพาะชาจากอำเภออันฮว่า เคยเรียบเรียงเอาไว้แล้วสำหรับ ชาดังร้อยชนิด: 39.千两茶 (เชียนเหลี่ยงฉา) ชาพันตำลึง ซึ่งมีลักษณะเป็นแท่ง ใช้การอัดใบชาลงไปในไม้ไผ่สานบ่มไว้นานหลายปีจึงนำมาดื่ม แต่ลักษณะของชาที่จะกล่าวถึงในตอนนี้นั้นแตกต่างกันอยู่ ขอเริ่มด้วยการแบ่งเกรดชาของหูหนานโดยเฉพาะที่อันฮว่า (安化) แต่โบราณจะแบ่งออกตามนี้คือ 五尖 (อู่เจียน) หมายถึงยอดทั้งห้าประกอบด้วย 天尖 (เทียนเจียน/ยอดสวรรค์)、生尖 (เซิงเจียน/ยอดกำเนิด)、贡尖 (ก้งเจียน/ยอดบรรณาการ)、地尖 (ตี้เจียน/ยอดปฐพี) และ 金尖 (จินเจียน/ยอดทองคำ) ซึ่งแต่ละชนิดนั้นจะเด็ดแตกต่างกัน ปัจจุบันมีตัวอย่างเพียงสามกลุ่มคือเทียนเจียนชายอดสวรรค์นั้นเด็ดเอาแต่ใบอ่อนเกรดยอดไม่ติดก้านชา (茶梗/ฉาเกิง) ก้งเจียนยอดบรรณาการเป็นเกรดรองจากเทียนเจียน มีใบอ่อนแต่มีใบรองเป็นหลักผสมก้านชาบ้าง และเซิงเจียนเป็นใบรองผสมก้านชามากทั้งก้านแก่และอ่อน สามกลุ่มนี้เรียกว่า 三尖 (ซันเจียน) หรือยอดทั้งสามในปัจจุบัน จากเกรดที่กล่าวแล้วทั้งสามก็นำไปผลิตเป็นชาลักษณะต่าง ๆ ทั้งชาแผ่นสี่เหลี่ยมเรียกว่า 砖茶 (จวนฉา) หรือ 花卷 (ฮวาจ่วน) ที่เป็นต้นแบบของเชียนเหลี่ยงฉา (เรื่องของจวนฉาเอาไว้เล่าให้ฟังแยกออกมาอีกตอน)


ท่านอ่านถึงตรงนี้คงสนใจว่าปกติชาที่ดื่ม ๆ กันประจำนั้นมักไม่ปนก้านชา จะมีก็เป็นก้านอ่อนทำไมชาทางหูหนานจึงผสมก้านแก่ลงไปด้วย นั่นเพราะชาทางนี้นั้นเห็นว่ารสของก้านชา (茶梗味/ฉาเกิงเว่ย) นั้นมีความสำคัญ หนึ่งคือให้ความมัน น้ำมันของชาอยู่ที่ก้านมากเมื่อผสมก้านลงไปจะทำให้น้ำชามีความมัน ดื่มง่ายลื่นคอมีกลิ่นที่เรียกว่ากลิ่นของก้านชาอย่างหนึ่งที่เป็นกลิ่นหอมเฉพาะตัว อย่าลืมว่าชาเหล่านี้เป็นสกุลชาดำที่ต้องการเก็บบ่มเอาไว้นาน ๆ และเมื่อนานไปแล้วกลิ่นของก้านชายิ่งชัดเจนขึ้น น้ำชายิ่งมันขึ้นเหตุนี้เองจึงนิยมใส่ก้านชาเอาไว้ อีกประการคือในก้านชาสะสมความชื้นมากกว่าในใบชาซึ่งเป็นแหล่งความชื้นชั้นดีที่ใช้เพาะเชื้อราในแผ่นหรือแท่งชา ชาแผ่นหรือชาแท่งที่มีเชื้อราสีทองหรือ 金花 (จินฮวา) นั้นแท้ที่จริงคือราสกุล Eurotium cristatum เป็นราสีทองที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย พวกเรารู้จักชาลักษณะนี้ผ่านงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับชาของหูหนานและกวางสีมากมาย เชื้อราต้องการความชื้นในการเจริญเติบโต ดังนั้นก้านชานี่แหละคือแหล่งของความชื้นชั้นดีที่ใช้หล่อเลี้ยงราเหล่านั้น


วิธีการเด็ดชาของอันฮว่าก็เป็นเทคนิคเฉพาะเช่นกัน ที่นี่ใช้เครื่องมือที่เรียกว่า 茶摘子 (ฉาไจจึ) ลักษณะเหมือนเคียวเล็ก ๆ มีด้าม ใบมีดวงพระจันทร์ด้านขวาง เวลาเด็ดใช้มือกำด้ามแล้วใช้นิ้วเกี่ยวยอดชาพร้อมก้านแล้วเอาเคียวนี้ตัด เพราะก้านชาจะเหนียวหากใช้มือดึงโดยตรงอาจทำร้ายต้นชาทำให้กิ่งหักขาดได้ การเด็ดชาเทียนเจียนก็จะมีสองลักษณะคือหนึ่งเด็ดเป็นใบอ่อนเท่านั้นกับสองเด็ดรวมใบแก่และก้านด้วยแล้วนำมาคัดในภายหลัง พื้นที่ที่ผลิตชาเทียนเจียนที่สำคัญคือหยุนไถซาน (云台山) ทางตะวันตกของอันฮว่า เกาหม่าเอ้อซี (高马二溪) และลิ่วต้ง (六洞) ตอนกลางของอันฮว่า และฝูหรงซาน (芙蓉山) ทางทิศตะวันออก แต่นอกจากพื้นที่ที่กล่าวถึงแลวทั่วทั้งอันฮว่าในปัจจุบันก็มีการผลิตชาลักษณะนี้โดยทั่วไป โรงงานที่มีชื่อเสียงเช่นไป๋ซาซี (白沙溪)  เถียนจวง (田庄) อันฮว่าฉาฉ่าง (安化茶厂) อันฮว่าฝูหรงหลินฉ่าง (安化芙蓉林场) อี้หยาง (益阳) เป็นต้น หากนับแล้วโรงงานที่มีมาตรฐานสูงสุดคงต้องให้ไป๋ซาซี


กระบวนการทำชาดำของแถบนี้คล้ายกับของทางยูนนานที่ทำชาผู่เอ๋อร์สุกกล่าวคือเริ่มตั้งแต่เด็ดใบชานำมานึ่งเพื่อหยุดการเปลี่ยนสีของใบชาจากนั้นจึงนวดรอบแรกแล้วนำไปหมัก ขั้นตอนการหมักหรือเรียกว่า 渥堆 (อู้ตุย) นั้นก็คือการนำใบชามากองขึ้นแล้วให้ความชื้นสูงเข้าไปจะเกิดกระบวนการที่เรียกว่า 发酵 (ฟาเจี้ยว) การหมักหรือ fermentation นั่นเอง ซึ่งกระบวนการนี้จะทำให้เกิดความร้อน ความร้อนนี้เองจะทำให้ใบชาเปลี่ยนสภาพไปนี่เป็นเทคนิคของยูนนาน แต่ชาทางอันฮว่านั้นเมื่อนวดแล้วจะเอาไปอัดใส่ถังคลุมด้วยผ้าทิ้งเอาไว้ พอเกิดความร้อนภายในชาจะเปลี่ยนเป็นสีออกเหลือง จากนั้นจึงนำไปทำให้แห้งการทำแห้งด้วยเทคนิคดั้งเดิมคือใช้การปิ้งบนเตาขนาดใหญ่ด้านล่างก่อไฟเอาไว้เทชาเอาไว้ด้านบนแล้วค่อยพลิกกลับใบชาไปจนใบชาสีเข้มขึ้นแล้วเก็บเอาไว้ สำหรับชาเทียนเจียนกระบวนการเป็นแบบนี้ ส่วนชาอื่นจะนำไปอัดแผ่นหรือใส่ในไม้ไผ่สานก็ต้องนำไปนึ่งรอบหนึ่งแล้วอัดขึ้นรูป หากประเภทที่มีราสีทองก็ใส่เชื้อลงไปด้านในบริเวณตรงกลางก่อนค่อยอัดเป็นรูป

เทียนเจียนนั้นเมื่อทำแห้งแล้วจะถูกอัดใส่เข่งไม้ไผ่เก็บเอาไว้ เหตุที่ต้องใช้ไม้ไผ่สานนั้นเพราะว่าชาต้องการความชื้นในการพัฒนาตัวแต่สำหรับชาตัวนี้โดยเฉพาะเกรดเทียนเจียนนั้นกลิ่นหมักไม่มีเลยสำหรับชาใหม่ ไม่เหมือนกับผู่เอ๋อร์สุกที่หลายคนรับไม่ได้กับกลิ่นที่ค่อนข้างเข้มข้น เมื่อเทียบกันแล้วเทียนเจียนดื่มง่ายกว่ามาก ชาอย่างนี้กลิ่นหอมดอกไม้อ่อน ๆ รสออกหวานชัดเจนอีกทั้งชุ่มคออีกด้วย เป็นชาที่ถือว่าเกรดดีที่สุดในมณฑลหูหนานก็ว่าได้


ทำไมชาดำถึงนิยมเก็บเก่าแล้วจึงดื่ม? ไม่เพียงแต่ชาจากหูหนานเท่านั้น รวมถึงชาผู่เอ๋อร์จากยูนนาน ลิ่วเป่าจากกวางสี ชิงจวนจากหูเป่ยหรือจั้งฉาจากเสฉวนก็ล้วนนิยมดื่มเก่าทั้งสิ้น นั่นเพราะชาลักษณะนี้เมื่อใหม่ ๆ รสชาติมันสู้ชาเก่าไม่ได้ ชาใหม่มักมีกลิ่นเขียวสดของใบชา แน่นอนชาจากที่นี่ดังอธิบายไว้ข้างต้นคือใส่ก้านชาลงไปด้วย ดังนั้นเมื่อใหม่ ๆ จะมีกลิ่นของก้าน มีรสของก้านที่ออกฝาดอยู่มากแต่เมื่อเก่าไปกลิ่นหรือรสที่แหลมไปทางใดทางหนึ่งมันจะค่อย ๆ ถูกทอนจนกลมกลืนกันมากขึ้น ความนุ่มนวลมีมากกว่า ดื่มแล้วรู้สึกผ่อนคลายเบาสบายกว่ามาก เหตุนี้ชาลักษณะนี้ผู้คนจึงนิยมเสาะหามาสะสมเอาไว้ดื่มเมื่อแผ่นชานั้นมีอายุมาก ชานั้นจะเห็นความแตกต่างชัดเจนเมื่อมีอายุห้าปีไปแล้ว ในทุกช่วงระยะเวลาห้าปีจะต่างกันค่อนข้างชัดเจนมากเช่นชาปีใหม่เทียบกับห้าปี เทียบกับสิบปี เทียบกับสิบห้าหรือยี่สิบปีนั้นเหมือนชาคนละตัว มีโอกาสอยากให้ได้ทดลองกันสักครั้ง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะชื่นชอบ เพราะความเก่านั้นแลกมากลับกลิ่นหอมที่มีในชาใหม่ ๆ รสเข้มในชาใหม่หรือการซ่อนความฝาดในชาใหม่ ๆ เมื่อชาพัฒนาตัวไปแล้วรสกลิ่นเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นปัจจุบันก็มีโรงงานที่ผลิตชาลักษณะนี้เพื่อให้ดื่มปีใหม่ ๆ โดยเฉพาะ เหล่านี้เป็น "แนวโน้ม" หรือที่เรียกว่าเทรนด์ เพื่อตอบสนองกลุ่มคนที่ต้องการดื่มชาใหม่อีกประการคือให้เกิดการหมุนเวียนเร็วขึ้นในตลาดชาอีกด้วย

เทียนเจียนนั้นในสมัยโบราณถูกใช้เป็นของขวัญมอบให้กับญาติผู้ใหญ่ พ่อค้า เพื่อนฝูงหรือแม้แต่ให้ขุนนางในโอกาสพิเศษต่าง ๆ พอถึงสมัยจักพรรดิเต้ากวง (ประมาณปี 1825) ชายอดสวรรค์ก็ถูกกำหนดให้เป็นชาที่ต้องส่งเข้าวังหลวง ดังนำเสนอเอาไว้ว่ามีชาเกรดบรรณาการหรือก้งเจียน ทว่าทำไมเทียนเจียนที่เป็นเกรดสูงสุดจึงไม่ได้ชื่อว่าเป็นชาบรรณาการหรือก้งเจียนหรือทำไมไม่ใช้เทียนเจียนเป็นชาบรรณาการทั้งหมด นั่นเพราะว่าคำว่าชาบรรณาการหากเข้าใจให้ถูกคือชาที่ส่งเข้าวังนอกจากมอบให้จักรพรรดิแล้วยังใช้ในพระราชวงศ์รวมถึงขุนนางด้วยซึ่งจำเป็นจะต้องผลิตในปริมาณมาก ดังนั้นจึงแยกเทียนเจียนออกมาผลิตเพื่อจักรพรรดิเท่านั้น ชาอย่างนี้ผลิตได้น้อยอีกทั้งต้องใช้แรงงานมากในการเด็ดรวมถึงการผลิต หากน้ำหนักชาเท่ากัน เกรดของเทียนเจียนกับก้งเจียนมีใบชาแตกต่างกันนับเป็นจำนวนใบเกือบครึ่งหนึ่งเลยทีเดียวและแน่นอนว่าหากว่าตีเป็นเทียนเจียนจะต้องส่งเข้าวังหลวงทั้งหมด ถ้าผลิตส่งในวังไม่ทันหรือไม่ครบตามจำนวนจะมีโทษดังนั้นการผลิตชาเข้าวังหรือก้งเจียนจึงใช้ชาเกรดสองผสมกับก้านส่งเข้าวังเพื่อให้กับขุนนางแทนเทียนเจียนซึ่งสงวนเอาไว้สำหรับจักรพรรดิเท่านั้น ในสมัยชิงชาเทียนเจียน (รวมถึงชาหูหนานหูเป่ยมากมาย) นิยมนำไปชงเป็นชานม นั่นเพราะการดื่มชานมเป็นความคุ้นชินของชาวแมนจู เทียนเจียนให้รสอ่อนจึงนิยมนำไปต้มจะได้รสเข้มขึ้น ส่วนทางใต้ของจีนไม่นิยมต้มกับนมแต่นำมาชงดื่มได้รสอ่อนโยน ดื่มแล้วรู้สึกเบาสบายได้รับความนิยมมาก


ในปัจจุบันพื้นที่ที่นิยมชาลักษณะนี้มากก็คือทางซีอาน กว่างโจว เฮยหลงเจียง นิยมใช้ใบชาช่วง 谷雨 (กู๋อวี่) ก็คือช่วงหลังเช็งเม้งรอให้ใบชายาวขึ้นเต็มที่ มีความชื้นในใบมากแล้วจึงเด็ด ข้อนี้ต่างจากชาอย่างอื่น เนื่องจากผ่านกระบวนการอบปิ้งในขั้นสุดท้าย ถ้าเป็นชาที่ผลิตตามแบบโบราณจะต้องได้กลิ่นควันไม้สนที่นำมาปิ้งชาให้แห้ง จุดนี้ก็เป็นเสน่ห์ของชายอดสวรรค์อย่างหนึ่ง

มีการค้นคว้ากันสำหรับชาดำทางหูหนาน ได้ผลจากงานวิจัยหลากหลายโดยเด่นชัดในเรื่องของการลดความดันโลหิต ลดน้ำตาลในเลือด ที่สำคัญคือลดไขมัน รวมถึงลดอาการร้อนใน ร่างกายเย็นสบาย ขับปัสสาวะอย่างดี ชาดำอย่างเทียนเจียนนั้นให้เก็บเอาไว้ในอุณหภูมิห้องที่มีความชื้นปกติ อากาศไม่แห้งและหนาวเย็นเกินไป ไม่ควรเก็บในตู้เย็นนั่นเพราะชาลักษณะนี้ต้องการความชื้นและอุณหภูมิที่ค่อนข้างสูงเพื่อใช้พัฒนาตัว ซึ่งก็นับว่าเหมาะกับอากาศของประเทศไทยเหมือนกัน

ฝากคลิปของชาเทียนเจียนของโรงงานอี้หยางเอาไว้ให้รับชมดูครับ 


ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามครับ ร่วมพบปะพูดคุยกันได้ที่เพจสมาคมผู้รักชาและวัฒนธรรมจีน