กลับสู่หน้าแรก

วันพุธที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ทริปจิบชาสัญจรตะลุยปิงเต่า 14-18 พฤศจิกายน 2018

ทริปจิบชาสัญจรต่างประเทศได้จัดติดต่อกันมาทุกปีตั้งแต่ทริปยูนนานใต้ (เมิ่งไห่-สิบสองปันนา) ทริปยูนนานเหนือ (ต้าหลี่-เฟิ่งชิ่ง) ทริปหางโจวอี๋ชิง จนมาครั้งนี้เป็นครั้งที่สี่และก็เป็นทริปยูนนานซึ่งจุดประสงค์หลักของการเดินทางทุกครั้งก็คือเพื่อไปศึกษาวัฒนธรรมชาในแหล่งกำเนิด ไปเยี่ยมโรงงานผู้ผลิตชาชื่อดังในเขตนั้น ๆ รวมถึงไปท่องเที่ยวผ่อนคลายอีกด้วย ในทริปนี้ชื่อก็เด่นชัดอยู่แล้วว่าตะลุยปิงเต่าแน่นอนว่าเรามุ่งเฉพาะเจาะจงว่าจะต้องมาถึงปิงเต่า ชิมชาปิงเต่าแท้ ๆ ให้จงได้นั่นเพราะว่าชาปิงเต่าสำหรับคนไทยหรือแม้แต่คนจีนเองก็หาชิมของแท้ ๆ ได้ยาก ทำให้ผมเองอยากมาเห็นด้วยตาชิมด้วยลิ้นของตัวเองว่าชาปิงเต่าที่ร่ำลือกันว่าดีและแพงมหาศาลนั้นเป็นอย่างไร เลยเกิดทริปนี้ขึ้นมา ทว่าไม่ใช่ว่าเมื่อหลายปีที่ผ่านมาไม่ใช่ไม่เคยคิดจะจัดทริปไปที่นี่นะครับ คิดเสมอแต่ว่าไม่มีโอกาสเท่านั้นเอง แต่ปีนี้ที่ไปได้เพราะว่าโชคดีได้รู้จักกับผู้จัดการโรงงานเฟิ่งจึฮ่าว (俸字号) ที่เป็นผู้ผลิตชาปิงเต่าแท้ ๆ ในงานประชุมที่ง๊อไบ๊แล้วทางเขาก็เชื้อเชิญและพร้อมที่จะเปิดโรงงานให้เรียนรู้ดังนั้นจึงเกิดทริปนี้ขึ้นได้



ปิงเต่า (冰岛村/ปิงเต่าชุน) นั้นเป็นชื่อของหมู่บ้านหนึ่งในเมืองซวงเจียง-เหมิงคู่ (双江-勐库) เขตหลินชาง (临沧) ซึ่งจะเป็นลักษณะกลุ่มหมู่บ้านโดยประกอบด้วยห้าชุมชนคือ 冰岛 (ปิงเต่า), 地界 (ตี้เจี้ย), 南迫 (หนานพั่ว), 糯伍 (นั่วอู่), 垻歪 (ป้าไว) โดยชุมชนแรกที่เริ่มตั้งรกรากบริเวณนี้คือปิงเต่าหรือเรียกว่าปิงเต่าเหล้าไจ้ (冰岛老寨) นั่นเอง ครั้งนี้ที่เราเดินทางไปก็คือปิงเต่าเหล่าไจ้เพราะว่าชาจากที่นี่ถือว่าเป็นชาตัวแทนของชาปิงเต่าทั้งหมดและต้นชาเก่าแก่หลายร้อยปีนั้นโดยมากแล้วอยู่ที่นี่เอง

ขอเล่าถึงการเดินทางไปตามล่าชาปิงเต่ากันก่อนคือต้องบินจากกรุงเทพไปลงสนามบินฉางสุ่ยนครคุนหมิงจากนั้นบินภายในต่อไปยังเมืองหลินชางพอถึงหลินชางก็เย็นพอดี ดังนั้นวันแรกเราก็พักผ่อนที่หลินชางกันก่อน ทีแรกนั้นผมจองไฟลท์จากคุนหมิงไปหลินชางเที่ยวบ่ายโมงแต่สายการบินยกเลิกเที่ยวบินดังนั้นก็ต้องรอจนถึงสี่โมงเหลือแค่ไฟลท์เดียว สนามบินหลินชางเป็นสนามบินเล็ก ๆ แต่ทันทีที่ลงจากเครื่องก็รับรู้ถึงอากาศบริสุทธิ์ที่เมืองใหญ่ ๆ ไม่มี ฝุ่นในอากาศแทบไม่มีเช่นกัน อากาศเย็นสบาย (ตอนนั้นประมาณ 17 องศา) ลมหอบเอากลิ่นดอกไม้ใบหญ้าและความเย็นสดชื่นของฤดูหนาวพัดพามาทำให้รู้สึกค่อนข้างหนาวอยู่บ้างแต่อบอุ่นหัวใจเพราะรู้แน่ว่าการเดินทางมาครั้งนี้จะทำให้เรารับรู้เรื่องจริงของชาที่มีนามกระเดื่องไปทั่วโลก ชาปิงเต่า

สนามบินหลินชางเล็กมากเดินจากที่จอดเครื่องบินเข้าไปมีสายพานรับกระเป๋าสายพานเดียวพอหลุดแล้วก็ออกมาเลย แน่นอนว่ามีคนมารอรับพวกเราอยู่แล้วครับ พี่เหลย (雷哥) ที่เคยรับกรุ๊ปเราครั้งที่มาทริปยูนนานเหนือ ขอคุยให้ฟังถึงสรรพคุณของพี่เหลยสักหน่อย พี่เหลยเป็นคนคุนหมิงแต่มีโรงเตี๊ยมอยู่ที่ลี่เจียง แกทำทัวร์เป็นหลักแล้วก็เก็บชา มีความรู้เรื่องชามากมาย ดื่มเฉพาะผู่เอ๋อร์เท่านั้น และก็เหมือนคอชาทั่วไปที่อยากทดลองชาดี ๆ ชาดัง ๆ เริ่มแรกพอถามแกว่าผมมีความคิดจะจัดทริปลักษณะนี้ขึ้นแกจะรับมั้ย แกรีบตกลงใจทันทีและยังลงมาจากลี่เจียงมาสำรวจสถานที่ทั้งหมดให้ก่อนรอบหนึ่งอีกด้วย พี่เหลยเป็นคนรอบครอบวางแผนทั้งทริปเอาไว้เป็นอย่างดีทั้งเรื่องที่พัก โรงแรมใหม่เอี่ยม สะอาดกว้างขวาง ที่กินเด็ด ๆ ทุกมื้อ รวมถึงทริปนี้มีหลายท่านกลับก่อนดังนั้นต้องเตรียมรถเล็กเอาไว้รับส่งก็ไม่มีขาดตกบกพร่องแต่อย่างไร คือตัวแกเองก็ไม่คิดว่ามาทำงานถือว่ามาเที่ยวกับเพื่อน ๆ นั่นแหละ ที่สำคัญคือแกก็อยากจะลองชาปิงเต่าเหล่าไจ้ดูเหมือนกัน เมื่อผมรับกระเป๋าเดินออกมาก็จับมือกับพี่เหลยแนบแน่นด้วยความที่ไม่ได้พบกันนานจากนั้นก็พาคณะมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมืองซวงเจียง เข้าที่พักแล้วก็ร้านอาหาร วันแรกก็หมดไปเช่นนี้ทุกคนเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางแต่พอเช้ารุ่งขึ้นก็ดูคึกคักเข้มเข็งกันหมดเพราะว่าวันที่สองของทริปก็คือวันที่เราจะบุกเขาปิงเต่า

เจ้าหน้าที่ของโรงงานมารอพบเราตั้งแต่เช้า เอาสติกเกอร์ที่มีรายชื่อมามอบให้สมาชิกแต่ละคน ที่รถก็ติดป้ายเอาไว้ว่าเป็นแขกของโรงงานเฟิ่งจึฮ่าว เราออกเดินทางกันตั้งแต่ประมาณแปดโมงครึ่งวิ่งจากซวงเจียงขึ้นเขาไปทางด้านหลัง คือปิงเต่านี่ขึ้นได้สองทางจากทางด้านเหมิงคู่กับจากทางที่ไม่ต้องผ่านเมืองเหมิงคู่ซึ่งถือเป็นด้านหลัง เราเลือกด้านหลังเพราะว่าจะไปแวะดูหมู่บ้านชาวว้า ไปดูบึงน้ำที่เป็นจุดท่องเที่ยวของแถบนี้ก่อน ใช้เวลาเดินทางประมาณสองชั่วโมงก็ขึ้นมาถึงหมู่บ้านปิงเต่าเหล่าไจ้ ถนนหนทางถือว่าดีแล้วนะครับเป็นถนนปูอิฐบล็อคตลอดเส้น ซึ่งถนนพวกนี้สร้างขึ้นจากเงินที่ขายชาได้นั่นเอง สมัยก่อนเส้นทางลำบากเป็นถนนดินเวลาหน้าฝนก็ขึ้นลงไม่ได้ แต่ตอนนี้สบายครับ พอเข้ามาถึงลานกลางของหมู่บ้านก็พบคณะชาวหมู่บ้านรอต้อนรับอยู่ พอเราลงจากรถก็ร้องเพลงภาษาละหู่ต้อนรับทันที มีอัพเอาไว้ลองฟังกันดูครับ


จากนั้นทางทีมงานที่มาต้อนรับก็พาเราเยี่ยมชมไร่ชาเก่าแก่ของปิงเต่าโดยเดินลงจากลานก็ถือเป็นเขตของสวนชาแล้ว ต้นชาที่นี่โคนใหญ่ใบดกหนา บางต้นสูงขึ้นไปเกือบสิบเมตร ช่วงนี้เป็นช่วงฤดูหนาวหากเป็นชาตามไร่ก็มักจะเริ่มตัดแต่งกิ่งให้ชารอบหน้าแตกยอดออกมาเยอะแต่ชาปิงเต่าใช้การเด็ดใบแก่ออกบ้างเพื่อกระตุ้นการแตกใบใหม่และยังต้องทำด้วยความระมัดระวัง เดินไปจะเห็นการทำนั่งร้านรอบต้นชา ชาที่นี่ไม่ได้ใช้คนปีนขึ้นไปที่ลำต้นชาโดยตรงหากแต่ใช้นั่งร้านล้อมเอาไว้เมื่อถึงเวลาเด็ดก็ยืนอยู่บนร้านค่อยเด็ด ทำแบบนี้ก็จะลดโอกาสการทำให้ต้นชาเสียหายและเป็นการรับประกันความปลอดภัยของผู้เด็ดได้อีกด้วย


จุดที่สำคัญที่คนที่ได้มายังปิงเต่าจะต้องถ่ายรูปกับต้นชาที่ถือว่าเป็นต้นหลักของที่นี่ซึ่งก็คือ 冰岛古树茶王 (ปิงเต่ากู่ซู่ฉาหวัง) ต้นชาต้นนี้สูง 8.2 เมตร พุ่มกว้าง 4.6 เมตร ใบสีเขียวอมเหลือง ค่อนข้างเรียว มีขนด้านหลังใบแน่น เป็นพันธุ์ใบใหญ่กลุ่มลำต้นขนาดกลาง ถือว่าเป็นชาที่มีลักษณะใบยาว (长叶茶/ฉางเย่ฉา) ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของชาที่นี่ ทริปนี้นอกจากสมาชิกที่ร่วมเดินทางค้นหาความจริงเรื่องปิงเต่าด้วยกันแล้วยังได้รับเกียรติจากมร.หลิวจิ้นกวง (刘俊光) ประธานสมาคมผู้ค้าชามาเลเซีย (TTAM) และภริยามิสวิเวียนร่วมเดินทางมาด้วยกันกับเรา ทั้งเพื่อเป็นการศึกษาชาที่มีชื่อดังมากในตลาดมาเลเซียและขยายแนวทางการนำเข้าชาปิงเต่าจากโรงงานที่มีมาตรฐานในอนาคต


พอทั้งหมดได้ร่วมถ่ายรูปกันที่ต้นชาประจำหมู่บ้านแล้วก็เดินขึ้นไปยังโรงงานเฟิ่งจึฮ่าวโดยมีผู้จัดการโรงงานคุณจ้าวให้การต้อนรับ คุณจ้าวได้ให้ข้อมูลว่าชาปิงเต่ากู่ซู่ทั้งหมดรวมทั้งห้าหมู่บ้าน (กู่ซู่ของปิงเต่าคือต้นชาที่อายุเกิน 500 ปีขึ้นไป) มีทั้งหมดเกือบสี่พันห้าร้อยต้น ในปีหนึ่งสามารถผลิตชาได้ประมาณ 7 ตัน แต่ในตลาดที่ใช้ชื่อปิงเต่าที่หมุนเวียนกันอยู่มีมากถึงกว่าเจ็ดพันตัน ดังนั้นชาปิงเต่าถือเป็นชาจากเขาหนึ่งซึ่งมีการปลอมเยอะมาก แต่ในเมื่อคณะเราได้เดินทางมาถึงสถานที่ปิงเต่าจริง ๆ ก็ย่อมต้องพยายามศึกษาชาแท้ให้มากไว้ โดยทางเฟิ่งจึฮ่าวได้จัดเตรียมกระบวนการทำชาทั้งหมดทุกขั้นตอนให้เราได้ชม เริ่มจากพาไปชมใบชาที่ผ่านการผึ่งเอาไว้แล้ว จากนั้นก็ผัดชาด้วยกระทะ (ที่นี่ใช้การผัดด้วยกระทะเหล็กทั้งหมดโดยใช้ฟืนเป็นเชื้อเพลิง) คุณจ้าวเล่าให้ฟังว่าสมัยก่อนนั้นชุมชนปิงเต่าทำชาส่งพื้นล่างคือผัดให้พอแห้งแล้วก็ส่งเลย โรงงานด้านล่างเอาไว้ผลิตต่ออีกที กระทะทั่วทั้งหมู่บ้านก็มีเพียงใบเดียว มิหนำซ้ำยังใช้ต้มหมู ต้มแพะ ต้มเสื้อผ้า ต่อเมื่อเข้าช่วงทำชาค่อยนำมาผัดชา เรื่องนี้คือช่วงสิบปีก่อนเท่านั้น พอโรงงานเฟิ่งจึฮ่าวได้ตั้งขึ้นได้มีการผลิตชาจากแหล่งปิงเต่านำเสนอสู่ตลาดทำให้เกิดความตื่นตัวกันมาก ชาวบ้านรายอื่น ๆ หรือแม้แต่โรงงานนอกพื้นที่ต่างก็ขอสัมปทานเข้ามาจับจองต้นชา ลงทุนผลิตชาปิงเต่ากันมากขึ้นทำให้หมู่บ้านที่เคยยากจนไกลปืนเที่ยงแบบนี้พลิกฟื้นกลายเป็นดินแดนที่ปูด้วยทองคำดั่งในปัจจุบัน


จากขั้นตอนของการผัดชาก็เป็นการนวดและนำชามาตากโดยด้านบนของโรงงานจะทำเป็นหลังคาใสปูเสื่อเอาไว้ ใบชาจะถูกสางออกแล้วตากแดดเอาไว้จนกว่าจะแห้งซึ่งต้องใช้เวลาหลายวัน เมื่อใบชาแห้งสนิทดีตามต้องการแล้วก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการคัดเลือกยอดชา โดยจะเลือกมาตรฐานหนึ่งยอดสองใบเป็นเหมาฉา (毛茶) รองจากนั้นจะถูกคัดเป็นเกรดหวงเย่ (黄叶) ใบที่แตกก็จะถูกรวบรวมเอาไว้อัดทำเป็นเม็ดขนาดห้ากรัม เรียกได้ว่าไม่มีอะไรสูญเสียไปเปล่า ๆ เมื่อคัดใบชาเสร็จก็เข้าสู่ขั้นตอนของการอัด การอัดที่นี่ใช้หินแท้เป็นเครื่องกว้านยกหินลอยไว้ ชั่งชาตามปริมาณแล้วผ่านไอน้ำนึ่งให้นิ่มแล้วมัดใส่ถุงจากนั้นก็อัดให้เรียบแน่นแล้วนำไปอบที่อุณหภูมิต่ำ สมัยก่อนใช้การตากลมแต่เนื่องจากผลที่ได้ไม่คงที่ คือบางวันหมอกมากความชื้นสูงก็จะไม่แห้งซึ่งส่งผลให้เกิดการขึ้นราได้เลยใช้วิธีอบด้วยอุณหภูมิต่ำที่ 30-40 องศาเป็นเวลาสองชั่วโมง จากนั้นก็ถึงขั้นตอนการห่อ โดยใช้การห่อสองชั้นเป็นอันเสร็จเรียบร้อย

หลังจากที่ทางโรงงานได้นำชมกระบวนการผลิตทั้งหมดแล้วก็เป็นเวลาเที่ยงพอดี ทางเฟิ่งจึฮ่าวขอเราเป็นเจ้ามือเลี้ยงรับรองอาคันตุกะผู้ทรงเกียรติสักมื้อ เพราะเขาถือว่าเราเดินทางไกลดั้นด้นมาเป็นพันลี้ (พันลี้จริง ๆ เราบินจากกรุงเทพฯไปคุนหมิง 800 ไมล์ ไปหลินชางอีก 200 ไมล์พอดี) เขาเองก็ถือว่าได้รับเกียรติอย่างสูง จึงได้จัดสำรับอาหารที่ทำจากใบชาปิงเต่าให้พวกเราลิ้มลองเช่น ปลายัดไส้ใบชาปิงเต่าเอาไปนึ่งซีอิ๊ว ไข่เจียวใบชาปิงเต่าสด หรือสะพานสายรุ้งที่ทำจากซี่โครงหมูนึ่งราดซอสพริกผสมใบชาทอด อาหารยังมีอีกหลายอย่างแต่ละจานล้วนรสชาติงดงามมากทั้งสิ้น ผู้จัดการจ้าวยังบอกเราระหว่างมื้ออาหารว่าไฮไลท์จริง ๆ คือช่วงบ่ายจะมีการเทสชาชุนฉาปี 2018 เทียบกับปี 2016 ให้ทุกท่านที่มาได้ทราบว่าจริง ๆ แล้วมีข้อแตกต่างอย่างไร อีกทั้งยังมีชาอีกหลายชนิดรอให้พวกเราทดลองชิมทำให้บรรยายยิ่งคึกคักเพราะคนที่ตั้งใจมาย่อมรอคอยการได้ลิ้มรสชาติชาปิงเต่าแท้ ๆ อยู่แต่แรก



ก่อนจะชิมชาทางเจ้าหน้าที่โรงงานก็พาเราเดินรอบหมู่บ้านเหล่าไจ้รอบหนึ่งพาไปดูต้นชาใหญ่อีกสองต้นที่ถือว่าเป็นหวงโฮ่ว (จักรพรรดินี) และหวงไท่โฮ่ว (พระพันปีหลวง) ซึ่งขึ้นอยู่ด้านหลังโรงงาน ทั้งสองต้นโคนใหญ่ใบอวบหนา กำลังออกดอกบานสะพรั่งสวยงามมาก พอได้เดินรอบหนึ่งอาหารที่เพิ่งทานเข้าไปก็เริ่มย่อยไม่รู้สึกง่วงเหงา มีสติสมาธิเพียงพอกับการเริ่มต้นเทสชาที่ทุกคนตั้งใจรอคอยมานาน เฟิ่งจึฮ่าวจัดโต๊ะพิเศษวางป้ายชื่อจัดจอกชาสองชุดไว้หน้าแต่ละคน เริ่มจากชงกู่ซู่ชุนฉาปี 2018 ให้ชิมกันเสียก่อน น้ำชาสีเหลืองอ่อนนวลสวย กลิ่นหอมดอกไม้สด ๆ รสหวานชัดเจน ขมเล็ก ๆ ติดฝาดวูบเดียวแล้วจางหาย ชุ่มคอเนิ่นนานหนักแน่น นี่เป็นรสชาติปิงเต่าแท้ที่ร่ำลือกัน คุ้มค่ากับการรอคอยจริง ๆ ชงดื่มไปสิบสี่น้ำรวดเดียว รสชาที่ได้เรียกได้ว่าค่อนข้างคงที่ ชงได้ทนน้ำมาก อีกตัวที่จัดมาเทียบกันคือของปี 2016 น้ำชาสีเข้มเหลืองทอง กลิ่นดอกไม้ระคนกับกลิ่นผลไม้สุกและน้ำผึ้ง รสเข้มขึ้นเล็กน้อย หวานชัดเจน ความมันของน้ำชานั้นเป็นเลิศ ลื่นคอไหลราบเรียบลงไปไม่สะดุดติดขัดง่ายดาย กลิ่นชาที่ตีย้อนกลับขึ้นมายังสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมหวานของดอกไม้ น้ำตาลทรายชัดเจน นี่คือชาปิงเต่าที่แท้จนไม่อาจแท้ไปมากกว่านี้


ผมมองหน้าสมาชิกในคณะต่างดูเหม่อลอย สติหายเหมือนจิตใจหลุดจากร่างไปยังดินแดนสรวงสรรค์ในจินตนาการ ต่างคนต่างไม่คิดฝันว่าชาปิงเต่าที่แท้มันจะมีรสชาติดังนี้ นี่แตกต่างตากชาปิงเต่าเก๊ที่ถูกหลอกขายกันมานานกว่าสิบปี ความดีใจระคนกับความคับข้องใจอัดแน่นอยู่ในทุกอณู ดีใจที่ได้ชิมชาแท้ในที่สุด คับข้องใจที่ถูกหลอกมาเนิ่นนาน แต่ทั้งสิ้นก็ปลาสนาการหายไปกลายเป็นความสุขสบายทางร่างกายชนิดหนึ่ง เพราะในอากาศเช่นนี้ (ตอนเที่ยงประมาณ 23 องศา) ร่างกายกลับอบอุ่นขึ้นอย่างประหลาด ในจมูกปากยังคลอเคล้าไปด้วยกลิ่นหอมหวานอันวิเศษ ในใจและร่างกายอบอุ่นเหมือนได้รับความรักจากอ้อมกอดของแม่ เป็นความรู้สึกที่วิเศษสุดจริง ๆ ไม่น่าเชื่อนี่คือสิ่งที่ได้จากชาปิงเต่า


หลังจากนั้นก็ได้ชิมอีกหลายตัวจนเวลาล่วงเลยมาถึงสี่โมงก็ถึงเวลาต้องกล่าวคำอำลาพร้อมคำมั่นสัญญาว่าเราจะกลับมาเยี่ยมใหม่อีกครั้งอย่างแน่นอน ผมเองได้มอบของที่ระลึกเป็นแก้วชาเบญจรงค์แสดงถึงศิลปะของช่างไทยชั้นสูงฝากเอาไว้ให้กับผู้จัดการเจ้ามอบให้กับเถ้าแก่เฟิ่งพร้อมทั้งฝากบอกว่าขอบพระคุณมากที่ให้การต้อนรับคณะของเป็นพิเศษขนาดนี้ ขอขอบพระคุณมากจริง ๆ จากนั้นก็ร่ำลากัน พวกเราใช้เวลาอีกชั่วโมงกว่าวิ่งลงจากปิงเต่าผ่านเส้นทางเหมิงคู่ไปยังที่พักของเราในคืนนี้เมืองซวงเจียง (双江)



ที่ซวงเจียงเรามีกำหนดพักสองคืน การวางแผนทริปที่ผมทำขึ้นนั้นยึดหลักสะดวกสบายไม่เร่งรีบไม่ตรากตรำเป็นหลัก เพราะนี่คือการมาพักผ่อนและศึกษาเรื่องชาไปด้วย ชีวิตประจำวันปกติทุกคนก็ยุ่งวุ่นวายมากอยู่แล้ว การเดินทางครั้งนี้ถือเป็นการผ่อนคลายดังนั้นเราไม่มีตื่นเช้า ๆ เลย วันที่สามของทริปเราออกจากโรงแรมเก้าโมงครึ่งเดินทางไปยังโรงงานที่รับผลิตชาลักษณะ OEM เป็นของประธานสมาคมชาซวงเจียงเหมิงคู่ชื่อโรงงาน 丰华 (เฟิงหัว) ซึ่งเปิดกิจการมากว่าห้าสิบปี ผลิตทั้งชาผู่เอ๋อร์ดิบและสุก ผลิตชาแผ่น ชาก้อนรวมถึงชาที่ใช้ประดับตกแต่งอัดเป็นลวดลายสวยงาม ที่นี่ได้ชิมชาจากหลากหลายพื้นที่มากทั้งชาจากเขตที่อยู่ของชาเผ่าไต ว้า ลาหู่และปู้หลาง การเข้าเยี่ยมชมโรงงานลักษณะนี้ทำให้เราได้เห็นถึงการจัดการโรงงานแบบเก่าตั้งแต่ยุคที่เริ่มผลิตชาเป็นอุตสาหกรรมในช่วงต้น ซึ่งมีชาหลากหลายโดยมากเป็นชาสั่งผลิต ไม่ได้ใช้แบรนด์ของตัวเอง เมื่อพูดคุยกับเจ้าของโรงงาน มร.จาง ก็เล่าให้ฟังหลายเรื่องเกี่ยวกับพัฒนาการของชาในเขตซวงเจียงเหมิงคู่ พวกเราใช้เวลาอยู่ประมาณสามชั่วโมงรวมดูโรงงานก็ขอตัวกับทางประธานจาง แน่นอนว่าผมก็มอบของที่ระลึกฝากเอาไว้ให้เช่นกัน ท่านยังมอบชารุ่นเก่าคืออัดเป็นก้อนหัวคน (ก้อนกลมหนักหนึ่งกิโล) ให้ผมเป็นที่ระลึกแลกกัน


ช่วงบ่ายหลังจากทานอาหารเราก็มีนัดกับโรงงานใหญ่ที่ทันสมัยที่สุด กำลังการผลิตมากที่สุดในเขตเหมิงคู่ซวงเจียงซึ่งก็คือโรงงานเหมิงคู่หรงซื่อ (勐库 戎氏) ตัวแทนประธานกลุ่มเหมิงคู่ (เป็นลูกสาวของท่านประธาน) ให้การต้อนรับคณะของเรา รวมถึงพาชมโรงงานทั้งหมด ในส่วนของไลน์การผลิตได้รับมาตรฐานมากมายทั้ง HACCP CODEX และอื่น ๆ การเข้าเยี่ยมชมก็ต้องใส่ถุงรองเท้าและหมวกเพื่อป้องกันเรื่องความสะอาดในโรงงาน ได้ชมการผลิตที่ใกล้ชิดรวมถึงได้เห็นผลิตภัณฑ์ใหม่ซึ่งโรงงานเหมิงคู่ได้คิดค้นขึ้นโดยที่ในตลาดยังไม่มีวางจำหน่ายหรือมีการลอกเลียนแบบนั่นคือการอัดชาโดยใช้มือไม่ใช้หินอัด โดยปกติแล้วการอัดแผ่นนั้นจะใช้การนึ่งให้ชานิ่มแล้วอัดด้วยหินที่มีน้ำหนักมากชาที่ได้จะเรียบเนียนสวย ใบชาแน่น แต่เทคนิคการใช้มืออัดนั้นต่างออกไป คือพอนึ่งชาแล้วก็อัดลงในบล็อคทรงกระบอกใช้มือกดให้แน่น เนื่องจากแรงคนกดแตกต่างจากแรงที่เกิดจากน้ำหนักของหินมากดังนั้นชาที่ได้จะไม่แน่น มีโอกาสให้อากาศผ่านเข้าได้ง่าย เหตุผลที่ใช้เทคนิคนี้ทางผู้จัดการโรงงานให้เหตุผลว่าชาที่ได้จะพัฒนาตัวไปเร็วกว่าชาที่อัดแผ่นของแข็งแน่น อีกทั้งแซะง่ายอีกด้วย คิดว่าอีกไม่นานผลิตภัณฑ์ที่ผลิตด้วยกระบวนการลักษณะนี้จะต้องดังขึ้นมาในตลาดอย่างแน่นอน


การเดินทางไปศึกษาเรื่องราวของชาถึงแหล่งถึงโรงงานจริง ๆ ทำให้เราได้รู้จักเพื่อนใหม่ ๆ มากขึ้น ได้เห็นกับตาได้ชิมกับตัวเองและทำให้เกิดปัญญาความรู้อย่างที่เรียกได้ว่าหาจากที่ไหนไม่ได้ สิ่งนี้จะทำให้เกิดภูมิคุ้มกันโดยแท้ไม่ใช่เชื่อเพียงลมปากของร้านค้าหรือหน้าม้าที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อขายของทำกำไรแต่เพียงอย่างเดียว โชคดีจริง ๆ ที่ได้มาทริปนี้


ในวันที่สี่เราก็ไม่รีบร้อนวันนี้ไปดูชาเขารอบ ๆ ปิงเต่าเรียกว่าต้าหู้ไจ้ (大户寨) เป็นเขาที่หมู่บ้านปิงเต่าสองแห่งอยู่ฝั่งเดียวกัน ที่นี่มีชาปลูกอยู่ทั่วไปโดยมากอายุ 100-300 ปีและมากแล้วเป็นชาลักษณะที่เรียกว่าเถิงเถียว (藤条) คือก้านมีลักษณะยาวใบจะแตกออกทางปลายกิ่ง (เอาไว้เล่าในตอนแยกต่อไป) สวนชาที่มานั้นเป็นของเพื่อนผมเองที่ทำชาลักษณะวัตถุดิบส่งโรงงานต่าง ๆ พวกเราได้ชิมชาจากทางฝั่งนี้ซึ่งรสชาติก็คล้ายกับปิงเต่าแต่ไม่เหมือนเสียทีเดียว รสติดเข้มกว่าและฝาดชัดเจนกว่า ใบสั้นแต่สวยมีขนมาก เจ้าของสวนบอกกับพวกเราว่าชาจากทางฝั่งนี้ถือว่าเป็นของก็อบเกรดเอของปิงเต่า ราคานับวันจะยิ่งดีขึ้น แต่ถ้าไกลออกไปเช่นชาจากต้าเสวี่ยซาน (大雪山) หรือทางอู๋เลี่ยงซาน (无量山) รสจะไกลจากปิงเต่ามากคือติดเข้มแต่ถ้าคนจะทำปลอมก็มักจะเอามาผสมกับชาอื่นให้รสอ่อนลงมีความละม้ายกับปิงเต่าขนาดที่คนไม่เคยดื่มของแท้แยกไม่ออกแต่มีจุดสำคัญที่ใช้แยกคือความขมและฝาด ชาปิงเต่าที่แท้ต้องหวานเป็นเอกลักษณ์ มีกลิ่นหวาน ใบลักษณะยาวและฝาดน้อยแม้ว่าจะใช้ปริมาณมากและแช่นานก็ไม่ฝาดขม ข้อนี้ก็ตรงกับที่โรงงานเฟิ่งจึฮ่าวได้บอกเราวันก่อนเช่นกัน


ไฮไลท์ของทริปนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นชาปิงเต่าและชาจากโรงงานต่าง ๆ ที่พวกเราได้มีโอกาสอันดีที่สามารถเข้าเยี่ยมชมเท่านั้น เนื่องจากบริเวณหลินชาง เหมิงคู่ ซวงเจียงนั้นเป็นเขตที่มีชนเผ่าไต ละหู่ ปู้หลางและว้าอาศัยอยู่มากดังนั้นก็จะมีอาหารของชนเผ่าต่าง ๆ ให้ได้ลิ้มลองกัน ซึ่งผมก็จัดให้อย่างเต็มอิ่มทุกมื้อ คราวนี้เราได้ชิมของดีต่าง ๆ ที่ถือว่าเป็นโอกาสพิเศษจริง ๆ ยกตัวอย่างเช่นต่อดินทอด นกพิราบตุ๋นน้ำแกง หรือแม้แต่ข้าวเหนียวกวนสัปปะรด เมนูเหล่านี้แม้แต่คิดก็ไม่เคยคิดว่าจะได้เจอ แต่งวดนี้มาสมาชิกในทริปก็ได้ลิ้มลองกันถ้วนหน้า มีความสุขสนุกสนานกันตลอดทริปทีเดียว


ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามและให้กำลังใจเสมอมา ทริปต่อไปลองติดตามกันดูครับว่าจะไปชิมชาที่ไหนกันอีก มีโอกาสไว้ไปด้วยกันครับ ร่วมพบปะพูดคุยกันได้ที่เพจสมาคมผู้รักชาและวัฒนธรรมจีนครับ



 ชิมชาที่โรงงานเฟิ่งจึฮ่าวแบบนอนสต็อป

สภาพโดยรอบปิงเต่า

แผ่นชาที่เด็ดจากกู่ซู่หวัง

การจัดการต้อนรับอย่างเอาใจใส่

ถ่ายกับต้นชาประจำหมู่บ้านปิงเต่า


ขั้นตอนการห่อแผ่นชา

คัดใบชาแห้ง

ห่อแบบสองชั้น

ผัดชา

หลักหินปิงเต่า

ปีนต้นชาเล่นกัน

ต้าหู้ไจ้

หมู่บ้านว้า

นวดชา

การต้อนรับระดับวีไอพี

ต้นชาปิงเต่ากู่ซู่หวัง

ชิมชาและดูใบเปรียบเทียบ

เข้าโรงงานเหมิงคู่

ต้นชาหวงไท่โฮ่ว

สักการะเทพกสิกร

อาหารว้า

คณะพร้อมทั้งประธานสมาคมผู้ค้าชามาเลเซีย

สนามบินหลินชาง

ลูกพลับตากแห้ง

อาหารละหู่ ข้าวหุงด้วยชาผู่เอ๋อร์

ถ่ายรูปร่วมกันที่หลักหินก่อนขึ้นปิงเต่า


ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกับประธานสมาคมชาหลินชาง

ชาวเผ่าละหู่ให้การต้อนรับเมื่อถึงปิงเต่า

ศึกษาวัฒนธรรมจีน

โรงงานเหมิงคู่

ใบชาปิงเต่าสดจะเห็นว่าค่อนข้าวเรียว

สีชาปี 2018

รถบัสที่นำเราขึ้นปิงเต่า

ถ่ายกับกู่ซู่ฉาหวัง


วันจันทร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ความเชื่อผิด ๆ ที่เป็นอันตรายต่อชีวิตคนดื่มชา: ชาป่าร้อยปีพันปีต้องเก็บไว้ก่อนกินทันทีไม่ได้

เรื่องของความเชื่อผิด ๆ นั้นในวงการชามีมากทั้งเป็นเรื่องราวที่เล่าขานสืบทอดต่อกันมาจากร้านชา คนดื่มชาเองก็ได้ยินได้ฟังมามาก แต่ส่วนมากมักเป็นเรื่องที่เกิดจากความชอบหรือเทคนิคส่วนตัวมากกว่า (อย่างกรณีการแช่ใบชาไว้ในป้าน) แต่มันก็จะมีความเข้าใจผิดหลายอย่างที่เกิดจากการสร้างขึ้นของร้านชาเพื่อ "หลอก" ให้คนซื้อเข้าใจไปแบบนั้นเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า เรื่องที่จะนำเสนอในตอนนี้ก็เช่นเดียวกัน ที่ว่า "ชาป่าร้อยปีพันปีต้องเก็บไว้ก่อนกินทันทีไม่ได้" จริง ๆ แล้วเรื่องนี้มันมีที่มาลองฟังดูแล้วกันครับ


ในยุคหนึ่งประเทศไทยก็เริ่มมีการนำชาที่อ้างว่าเป็นชาป่าเข้ามาจำหน่าย ล้วนบ่งบอกสรรพคุณวิเศษต่าง ๆ นานา มาจากเขาชาหลายแห่งที่สำคัญก็คือเขาปิงเต่า (冰岛) ซึ่งอยู่ในเขตหลินชางตอนกลางของยูนนาน สมัยนั้นก็ถือเป็นของใหม่เพราะว่าปิงเต่าดังขึ้นมาในช่วงปี 2006 ก็คือประมาณสิบปีที่ผ่านมาเท่านั้น เราไม่พูดถึงเรื่องราคาที่มีการสมอ้างถึงราคาประมูลที่ถูกนำมาอ้างในการใช้ขายชาจากที่นี่ เราเพียงจะหยิบยกสิ่งที่ร้านค้าชาในไทยที่นิยมนำสิ่งที่เรียกว่าชาป่าชาพันปีของเขาที่เอาออกมาขายนั้นมักจะบอกว่าชาป่านั้นกินทันทีไม่ได้ แต่มีอนาคต เก็บไว้หลายปีจะดี ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องหลอกลวงโดยแท้ หลอกลวงให้คนซื้อจ่ายเงินเพื่อซื้อชาเหล่านั้นไปเก็บเอาไว้ในมือก่อนรอเวลาหวังว่ารสชาติของชาที่อยู่ในครอบครองที่ถูกคุยว่าเป็นชาป่า ชาจากแหล่งดี "มันจะดี"

ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องชาป่าหรือกู่ซู่ชาต้นเก่าแก่นั้นก็มีการวางเกมทำให้ผู้ซื้อเข้าใจคลาดเคลื่อนเสียก่อนโดยให้ข้อมูลว่าชาเก่าแก่เนี่ยต้นมันนาน (กู่ซู่อย่างปิงเต่าคือห้าร้อยปีขึ้นไป) เมื่อมันอายุเยอะเนี่ยรากมันยิ่งเยอะแตกรากออกไปมากดูดซึมสารอาหารได้มากทำให้รสชาติมันเข้มข้นซึ่งต่างจากชาไร่ (ที่พวกเราเรียกว่าไถตี้ฉาคือที่ปลูกเป็นเหมือนขั้นบันไดที่เห็นกันจนชินตา) โดยร้านค้าก็มักบอกกับลูกค้าว่าชาไร่มันสู้ชาป่าไม่ได้ข้อนี้แน่นอนเพราะว่าต้องการขายของ แต่ที่พลาดไปก็คืออันที่จริงแล้วเมื่อเปรียบเทียบกันในชาไร่นั้นมีสารสำคัญมากกว่าในชาป่า ดังนั้นชาไร่จึงมีรสชาติเข้มข้นกว่า ขม ฝาดกว่าชาอายุเก่าแก่มาก ข้อนี้เองทำให้ผู้ซื้อสินค้าจากร้านชาที่นำเอาชาปิงเต่าเข้ามาขายนั้นสนใจว่า ตกลงแล้วชาไร่หรือชาป่าอันไหนมันรสชาติเข้มข้นกว่ากันแน่ และชาป่าควรเก็บเอาไว้กินเก่าจริง ๆ น่ะหรือ? ข้อนี้ผมเชื่อว่าเป็นคำถามที่เกิดขึ้นในใจหลาย ๆ คนมานาน เพราะในเวลาเกือบสิบปีที่ผ่านมาเรียกได้ว่าพวกเราได้ชิมชาปิงเต่าแท้หรือเปล่ายังยากจะบอกได้ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอายุของต้นชาที่เคยถูกกล่าวอ้างสรรพคุณมากหลายเอาไว้



ข้อสงสัยนี้ก็ติดอยู่ในใจผมมาตลอดเช่นกันดังนั้นผมจึงเดินทางไปปิงเต่า ไปคุยกับโรงงานชื่อดังของปิงเต่าเหล่าไจ้ (หมู่บ้านเดิม ชาปิงเต่าที่มีชื่อเสียงออกจากหมู่บ้านนี้) ชื่อโรงงานเฟิ่งจึฮ่าว (俸字号) โดยขอให้ทางโรงงานจัดการเทสชาชุนฉาที่เป็นกู่ซู่ (ห้าร้อยปีขึ้นไป) ที่มีในครอบครองของโรงงานมาให้คณะที่ผมพาไปได้ทดสอบดูว่าชาผ่านไปต่างปี เก่าใหม่ มันจะมีรสชาติแตกต่างกันอย่างไร โดยใช้ใบชา 8 กรัมน้ำ 120 ซีซี ปริมาณนี้ถ้าเอาชาที่อ้างกันว่าปิงเต่ากู่ซู่ที่ขายกันในไทยมาชงล่ะก็ตาตั้งแน่นอนเพราะมันจะต้องขมแบบเข้มข้นมาก แต่ชาปิงเต่ากู่ซู่แท้ ๆ นั้นต่างออกไป ชาปี 2018 เมื่อชงออกแล้วน้ำชาที่ได้สีเหลืองอ่อนใสสว่าง รสหวานชัดเจน มีกลิ่นดอกไม้พวกกุ้ยฮวา กลิ่นน้ำตาล ติดฝาดเล็กนิดเดียว ชุ่มคอชัดเจนสัมผัสได้ ชงทนน้ำ รสชาติค่อนข้างเสมอกันแม้ว่าจะผ่านไป 14 น้ำ และเมื่อทางโรงงานนำชาปี 2016 ออกมาชงเปรียบเทียบกันจะเห็นว่าน้ำชาจะออกสีเหลืองทอง กลิ่นกุ้ยฮวาเข้มขึ้นจนใกล้เคียงกลิ่นน้ำผึ้ง เริ่มมีกลิ่นผลไม้สุกอ่อน ๆ ออกมา รสชานุ่มนวลลงจากปี 2018 อีกชั้นหนึ่ง ความฝาดยิ่งลดลง ความชุ่มคอมีมากขึ้นเล็กน้อย ที่ไม่ต่างก็คือชงทนน้ำเหมือนกัน

ผู้จัดการโรงงานให้ข้อมูลกับเราหลังจากการเทสชาแล้วว่าชาป่าแท้ ๆ หรือกู่ซู่แท้ ๆ จากแหล่งที่มีชื่ออย่างปิงเต่านั้น หากมันไม่ดีจริงคงไม่มีชื่อเสียงดังขึ้นมาได้ภายในเวลาไม่กี่ปี ชาปิงเต่านั้นไม่นิยมเก็บกันให้เก่า นิยมดื่มใหม่ ๆ นั่นเพราะว่าชาใหม่จะเห็นว่ามันมีกลิ่นหอมดอกไม้ที่สดชื่นเฉพาะตัวเป็นอย่างมาก พอผ่านไปเพียงสองปีจะเริ่มมีกลิ่นน้ำผึ้งเรียกได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงแตกต่างออกไปมากมายแทบจะเป็นชาคนละตัว ดังนั้นถ้าหากเป็นชาป่าหรือกู่ซู่แท้รสมันจะไม่หนีจากที่ได้ทำการทดสอบเท่าไหร่ก็คือหวาน นุ่มนวล เว้นแต่ว่าเป็นการเอาชามาผสมหรือใช้ชาจากแหล่งอื่น ๆ ทำให้ชาที่ผลิตออกมานั้นมีรสเข้มจัด

ในเมื่อชากู่ซู่ที่จริงแล้วมีรสนุ่มนวลน่าหลงใหลอย่างแท้จริง แต่ทว่าทำไมชาปิงเต่าที่พวกเราเคยดื่มกันในไทยมันรสชาติเข้มข้นมากแบบนั้น? ข้อนี้ก็คงเป็นเพราะปลอมเขา ปลอมวัตถุดิบ หากท่านเคยดื่มชาไร่เข้ม ๆ อย่างพวกเซี่ยกวนจะเห็นได้ว่ารสมันเข้มมากต่อเมื่อนานไปหลาย ๆ ปีรสมันจึงอ่อนลงหรือเปลี่ยนเป็นหวานขึ้น น้ำชาเปลี่ยนจากเหลืองเป็นสีเข้มขึ้นตามลำดับ เหตุผลเพราะว่าสารในใบชาบางชนิด (พวกทีอะฟลาวิน) แตกตัวเปลี่ยนโครงสร้างและให้รสหวานออกมา ดังนั้นไม่ว่าชาอะไรก็แล้วแต่รสจากขมมันจะกลายเป็นหวานขึ้นข้อนี้เรียกว่าพัฒนาการ แต่ทว่ากลิ่นที่คนดื่มชาป่าควรจะได้รับมันคือกลิ่นหอมดอกไม้สด ๆ แต่เมื่อชานานไปกลิ่นนี้จะหายไปกลายเป็นกลิ่นผลไม้สุกหรือเก่าจนเป็นพวกลิ่นไม้ ใบไม้แห้ง กลิ่นยาจีนพวกนั้นไป หมดความสดชื่นที่ควรจะมี

ปัจจุบันก็ยังมีพวกที่จำหน่ายชาลักษณะนี้อยู่ กล่าวคือหลอกคนซื้อว่าให้ซื้อเก็บไว้อนาคตจะดี ไม่เฉพาะปิงเต่า เท่าที่เห็นก็มีมากมายแทบทุกเขาแล้วก็ใช้เทคนิคเดิม ๆ คือใช้ใบชาที่ไม่ได้มาจากแหล่งที่อ้างจริง ๆ หรือไม่ใช่ต้นชาตามขนาดอายุที่อ้างเอามาผลิตแล้วก็บอกให้คนซื้อเก็บเอาไว้ก่อนหลาย ๆ ปีค่อยนำออกมาดื่ม นี่เป็นหลักที่สวนกระแสวงการชาจีนจริง ๆ เพราะชาพวกนี้ดังกล่าวแล้วไม่นิยมเก็บจนเก่าเพราะปีใหม่ก็ดื่มได้ทันทีและสำคัญคือถ้ามันเป็นของแท้มันจะต้องดื่มได้ทันทีโดยไม่ต้องรอซึ่งผิดกับการรับรู้ของพวกเราคนไทย

ดังนั้นชานะครับถ้ามันดีจริง ๆ มันแท้จริง จากแหล่งจริงมันย่อมมีดีของมันแน่นอน ไม่ต้องเก็บดื่มได้ทันที แต่ถ้ารสชาติมันเรียกได้ว่าไม่เหมาะกับการดื่มเลยก็ห่าง ๆ ไว้ดีกว่า การเลือกควรได้ชิมก่อนนะครับและควรจะใช้มาตรฐานจีนที่เขาชงชิมกันด้วยคือชา 5-8 กรัม น้ำ 100-120 ซีซีแช่ 10 วินาทีขึ้นไป ชิมแล้วต้องขมฝาดน้อย หากว่าไม่ได้ชิมอย่างนั้นก็ต้องเลือกจากโรงงานที่อยู่ในเขานั้น ๆ แท้ ๆ เพราะบางทีโรงงานอยู่ไกลถึงต่างเมืองต่างเขา บ้างอยู่ไกลถึงอู๋เลี่ยงซานกลับมีปิงเต่าผลิตออกมาขายได้ เรื่องนี้ผมว่าแปลกพิกล

ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามครับ ร่วมพบปะพูดคุยกันได้ที่เพจสมาคมผู้รักชาและวัฒนธรรมจีน