กลับสู่หน้าแรก

วันพฤหัสบดีที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2561

ชาดังร้อยชนิด: 48.安吉白茶 (อันจี๋ไป๋ฉา) ชาขาวอันจี๋

ชาในจีนหรือในโลกนั้นมีประเภทที่หลากหลายในปัจจุบันถูกแบ่งออกเป็นชาเขียว ขาว เหลือง อูหลง แดง ดำ หกกลุ่ม ทว่ามีชาชนิดหนึ่งซึ่งทำให้เกิดการเข้าใจผิดเพราะชื่อเป็นชาขาวแต่จริง ๆ แล้วเป็นชาเขียว อีกทั้งเป็นชาที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าพันปีนั่นคือชาขาวอันจี๋ (安吉白茶/อันจี๋ไป๋ฉา) นั่นเอง


ชาขาวอันจี๋ผลิตที่มณฑลเจ้อเจียง (浙江) เมืองหูโจว (湖州) อำเภออันจี๋ (安吉) มีชื่อเสียงตั้งแต่สมัยถัง ในคัมภีร์ชา (茶经/ฉาจิง) ซึ่งรจนาโดยท่านลู่อวี่ (陆羽) บันทึกเอาไว้ว่า "ห่างจากอำเภอหย่งเจี้ยสามร้อยลี้มีภูเขาหนึ่งซึ่งเป็นแหล่งใบชาขาว" สมัยซ่งเหนือก็มีเรื่องราวว่าใบชาขาวนั้นยอดขาวราวกระดาษผู้คนล้วนเสาะแสวงหา ในสมัยจักรพรรดิซ่งฮุยจงจ้าวจี๋ (宋徽宗 赵佶 1082-1135) ได้รจนาหนังสือ 大观茶论 (ต้ากวนฉาลุ่น) ในนั้นแยกชนิดของชาขาวออกจากชาเขียวทั่วไปโดยกล่าวว่า "ชาขาวนั้นเป็นชาอีกประเภทหนึ่ง ยอดใบบาง กำเนิดบนยอดเขาในป่า พบน้อย" ตั้งแต่สมัยซ่งใต้ลงมาชาชนิดนี้ไม่ได้รับความนิยมอีกถึงกับหายไปจากบันทึกต่าง ๆ จนมาถึงยุคปัจจุบันในปี 1930 ที่ตำบลเสี้ยวเฟิง ( 孝丰镇) พบต้นชาขาวสิบต้นขึ้นอยู่ในป่า ยอดแตกออกสีขาวราวหยก อบปิ้งแล้วออกเหลือง ต่อมาปี 1982 ก็พบอีกต้นหนึ่งอายุเกินร้อยปีที่ตำบลเทียนหวงผิง (天荒坪镇) สูงจากระดับน้ำทะเล 800 เมตร ยอดสีขาวปนเขียว ออกดอกไม่ติดผล หน่วยเกษตรอำเภอโดยนายหลิวอี้หมิน (刘益民) ทำการเพาะขยายพันธุ์โดยการปักชำเป็นผลสำเร็จและสนับสนุนให้เกิดการเพาะปลูกมากขึ้นเรื่อยมาจนถึงปี 1996 มีเกษตรกรเพาะปลูกชาชนิดนี้มากกว่า 1,000 ไร่จีน แต่ผลผลิตที่ได้ยังมีน้อย สามารถเก็บเกี่ยวกับได้เพียง 200 ไร่จีน ได้ผลเพียงประมาณห้าร้อยกิโลกรัม จากการวิจัยปรากฎว่าในชาชนิดนี้พบกรดอะมิโนที่เป็นประโยชน์ในประมาณมากกว่าชาทั่วไปประมาณสองเท่าคืออยู่ระหว่าง 6.19-6.92 มีโพลีฟีนอลประมาณ 10.7 ตั้งแต่ปี 1989 เป็นต้นมาก็มีการส่งชาขาวจากอันจี๋เข้าประกวดในเทศกาลชาของมณฑลล้วนได้รับรางวัลทุกครั้ง ในปี 1991 ได้รับการยอมรับว่าเป็นชาชั้นดีของมณฑลเจ้อเจียงใช้ชื่อว่าอันจี๋ไป๋ฉา ปี 1996 ชาชนิดนี้ราคาพุ่งขึ้นไปสูงอย่างเป็นประวัติการณ์คือ 1 ชั่ง (500 กรัม) ราคา 1,500-2,200 หยวน


ชาขาวอันจี๋นั้นผลิตได้เพียงปีละครั้งในช่วงฤดูใบไม้ผลิเท่านั้น เมื่อถึงฤดูชาจะแตกยอดอ่อนที่มีขนขาวปกคลุมหนาแน่นออกมา ซึ่งทำให้ภูเขาชาทั้งลูกเปลี่ยนสีจากเขียวเข้มเป็นสีเขียวอ่อนอมเหลืองสะท้อนประกายแดดระยิบระยับไปทั้งหมด มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับชาขาวอันจี๋หลายเรื่องหนึ่งในนั้นก็เกี่ยวพันกับตำนานนางพญางูขาวด้วย เรื่องราวของนางพญางูขาวนั้นเกี่ยวกับงูขาวที่บำเพ็ญตบะพันปีหลงรักชายหนุ่มชื่อสวี่เซียนแต่ก็ถูกหลวงจีนฝาไห่เข้ามาขัดขวางเหตุเพราะมนุษย์กับปีศาจไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ วันหนึ่งสวี่เซียนเกิดไม่สบายหนักงูขาวจึงขึ้นไปยังเขาคุนหลุนเพื่อค้นหาเซียนเฉ้า (หญ้าวิเศษ) เพื่อมารักษาสามีแต่ที่นั่นก็มีกระเรียนยักษ์ปกปักษ์รักษาอยู่ งูขาวจึงต่อสู้กับกระเรียนจนชนะแล้วจึงคาบเซียนเฉ้าจากเขาคุนหลุนลงมากำหนึ่ง ในขณะที่เดินทางผ่านบริเวณเขตอันจี๋ เซียนเฉ่าต้นหนึ่งหล่นลงในที่นี้แล้วเติบโตงอกงามขึ้นเมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิจะแตกยอดขาวสะอาดออกมา ต้นไม้ที่เกิดขึ้นนี้มีฤทธิ์แก้ไขร้อยพิษได้ เมื่อมีคนขึ้นมาค้นหาสมุนไพรพบเข้าและนำไปใช้จนรู้สรรพคุณจึงมีชื่อเสียงขจรขจายไปในฐานะต้นชาขาวหรือ 白茶仙草 (ไป๋ฉาเซียนเฉ่า) หญ้าเซียนวิเศษชาขาว อีกเรื่องหนึ่งเล่าว่าในสมัยที่ท่านลู่อวี่ออกท่องเที่ยวเดินทางค้นหาต้นชาที่มีคุณลักษณะพิเศษนั้นวันหนึ่งได้เดินทางผ่านมายังเขตอันจี๋ขึ้นไปบนยอดเขาก็พบว่าเป็นสถานที่สวยงามแวดล้อมด้วยธรรมชาติ ลำธารแมกไม้ ลู่อวี่เดิน ๆ ไปก็เห็นแต่ไกลว่าในดงไม้นั้นคล้ายจะมีต้นชาใหญ่ต้นหนึ่งจึงเดินเข้าไปสำรวจก็พบต้นชาที่แตกยอดสีขาวทั่วทั้งต้น ท่านลู่อวี่จึงเด็ดใบชาเหล่านั้นมาคั่ว เมื่อคั่วจนแห้งดีแล้วจึงต้มน้ำต้มใบชา น้ำชาที่ได้นั้นกลิ่นหอมเข้มข้นรสหวานนุ่มนวลชิมแล้วก็กล่าวว่าในที่สุดก็พบแล้วนี่เป็นชาที่ดีนัก ชื่อเสียงของชาขาวก็เกิดขึ้นมาในลักษณะนี้



เรื่องราวข้างต้นแน่นอนเป็นนิทานพื้นบ้านในเขตอันจี๋ไม่อาจเชื่อถือได้แต่จากที่ผมเคยไปเยี่ยมชมไร่ชาที่อันจี๋มาแล้วก็พบว่าที่อันจี๋นั้นมีน้ำอุดมสมบูรณ์ ลมพัดหมุนเวียนดี ตอนเช้ามีน้ำค้างแม้เที่ยงก็ไม่ร้อน ชาที่ผลิตขึ้นมามีขนขาวเล็กละเอียดมองเห็นเด่นชัด รสออกหวานกลิ่นหอมดอกไม้นุ่มนวลจริง ๆ สมเป็นชาดีไม่แพ้ชาชนิดอื่น ๆ กระขวนการผลิตชาขาวอันจี๋นั้นผลิตเป็นลักษณะของชาเขียวคือเด็ดมาแล้วผึ่งจากนั้นทำแห้งโดยการผัดแล้วตากให้เย็นแล้วจึงปิ้งด้วยไฟอ่อนแล้วผึ่งให้เย็นจากนั้นปิ้งครั้งสุดท้าย ถ้าหากเป็นการผลิตในโรงงานใหญ่ก็ใช้เครื่องจักรทำทั้งหมดสุดท้ายเป็นการอบแห้งดังนั้นไม่มีการหมักแต่อย่างใด (ไม่เหมือนประเภทของชาขาวจริง ๆ) เนื่องจากปีหนึ่งผลิตได้ครั้งเดียวชาขาวอันจี๋เวลาเข้าไลน์การผลิตจะเข้ามาพร้อมกันจำนวนมาก ขนของใบชาสีขาวนั้นเมื่อผ่านการผลิตแล้วบางส่วนจะหลุดออกติดตามเครื่องจักรและฟุ้งกระจายไปในโรงงาน ครั้งที่ไปดูโรงงานของ 龙王山 (หลงหวังซาน) ก็ได้เห็นขนชาติดอยู่ที่กระจกห้องผลิตเต็มไปหมดแปลกตามากทีเดียว

ปกติแล้วชาจะออกสู่ตลาดช่วงเดือนเมษายน การเลือกชาชนิดนี้ควรเลือกลักษณะใบอวบสีเขียวอมเหลืองขนขาวเด่นชัดมีหนึ่งยอดหนึ่งใบเป็นของเกรดหนึ่ง หากใบยาวผอมบางขนน้อยเป็นเกรดรองหรือสีไม่เขียวออกน้ำตาลเป็นของเก่า ราคา 500-1,000 บาทต่อ 100 กรัมถือว่าใช้ได้แล้วครับ วิธีชงนิยมใช้แก้วทรงสูงหรือชงแช่ในแก้วดื่มเลยโดยใช้สัดส่วนชา 1 กรัมต่อน้ำ 50 ซีซี อุณหภูมิไม่ต้องร้อนจัดในช่วง 70-80 องศาก็พอจะได้กลิ่นหอมดอกไม้ชงทนครับ

ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตาม ร่วมพบปะพูดคุยกันได้ที่เพจสมาคมผู้รักชาและวัฒนธรรมจีนครับ




ชาอย่างนี้ปกติใช้ชงแช่ในแก้วเลยครับ

ที่เพาะปลูกชาอันจี๋หลงหวังซานครับถ่ายไว้เมื่อปีที่แล้ว

ใบชาอันจี๋เกรดดีชงออกแล้วจะเห็นเป็นยอดสวย


วันอังคารที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2561

The 2nd Annual International Tea Conference Yibin. China 第二届国际(宜宾)茶业年会

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและประเทศผู้ผลิตชาอื่น ๆ ได้เริ่มขึ้นตั้งแต่คราวที่แล้วที่ผมได้มีโอกาสเดินทางไปร่วมประชุมที่จัดโดยรัฐบาลเมืองเอินซือ (อ่านได้ที่ International Tea Forum 2017 国际茶业大会 25-29 September 2017 (EP.1) ) จากครั้งนั้นผ่านมาครึ่งปีแล้ว ซึ่งแต่ละประเทศก็มีการติดต่อกันโดยตลอด ผลจากการประชุมในครั้งนั้นทำให้ตัวแทนของประเทศต่าง ๆ อย่างอังกฤษ ออสเตรเลีย มาเลเซียได้มาเยือนประเทศไทยในช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านไปแล้วและได้หารือถึงความร่วมมือระหว่างกันในเรื่องของอุตสาหกรรมชา สิ่งที่ผมมุ่งหวังที่สุดคือการผลักดันให้ชาไทยสามารถส่งออกไปยังต่างประเทศได้มากขึ้นและคิดว่าจะต้องเป็นไปได้อย่างแน่นอนในอนาคต


ครั้งนี้ที่ได้มีโอกาสเดินทางเข้าร่วมงานประชุม The 2nd Annual International Tea Conference Yibin. China 第二届国际(宜宾)茶业年会 ก็เป็นเพราะผลจากงานประชุมเมื่อครั้งก่อนที่ประเทศไทยได้เข้าร่วมและถือเป็นภาคีถาวรของ CFNA ทำให้เราได้รับเชิญเมื่อมีงานประชุมสำคัญเกี่ยวกับชาในประเทศจีน ครั้งนี้ผมเดินทางไปที่เสฉวนเมืองเฉิงตูตั้งแต่วันที่ 15 เที่ยวบินใกล้เคียงกับมร.หลิวจิ้นกวง ประธานสมาคมผู้ค้าชามาเลเซียจากนั้นก็เข้าพักที่เฉิงตูหนึ่งคืน ครั้งนี้นอกจากจะมีงานประชุมแล้วยังมีงานแสดงสินค้าอีกด้วยซึ่งได้เชิญชาวาวีเข้าร่วมนำเสนอเพื่อให้ต่างชาติได้รับทราบว่าชาไทยมีดี เช้าวันที่ 16 ผมกับมร.หลิวและเฮียชางตัวแทนชาวาวีเดินทางโดยรถบัสเล็กเพื่อไปยังเมืองที่จัดงานประชุมที่ชื่อว่าเมืองอี๋ปิน (宜宾) ซึ่งอยู่ห่างจากนครเฉิงตูลงไปทางใต้ประมาณ 250 กิโลเมตร เราใช้เวลาสามชั่วโมงในการเดินทาง เมื่อถึงอี๋ปินพอหลุดทางด่วนเข้ามาก็พบว่าทางรัฐบาลเมืองกำลังจัดซุ้มต้อนรับมีกาชาใบเบ้อเร่อกับแบคดร็อปเลยขอลงไปถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกก่อนจะเข้าโรงแรมที่พัก



การมาเมืองจีนในระยะหลังของผมนั้นทำให้ได้เห็นการลงทุนมหาศาลในแต่ละเมือง ซึ่งแม้จะเป็นเมืองน้อยอย่างอี๋ปินก็ทำให้ประหลาดใจได้เช่นกัน ทุกแห่งเต็มไปด้วยไซท์งานก่อสร้าง ถนนราบเรียบ ตึกสูง ผู้คนแต่งตัวดี ห้องน้ำสะอาดเอี่ยม ซึ่งแทบไม่พบเลยเมื่อยี่สิบหรือสามสิบปีก่อน อย่าว่าแต่เฉิงตูอันเป็นนครหลวงของเสฉวนซึ่งสิบห้าปีก่อนผมเคยแวะเวียนมาครั้งหนึ่ง ตอนนั้นนอกจากบริเวณศูนย์กลางแล้วยังไม่มีที่ไหนมีตึกสูงสักแห่ง แต่ปัจจุบันเมื่อทอดสายตามองออกไปก็มองไม่เห็นขอบฟ้าเสียแล้วเพราะถูกตึกสูงระฟ้าบดบังไปหมด เมื่อรถที่พวกเราโดยสารหลุดเข้ามาในเขตเมืองก็พบกับธงของงานประชุมติดเรียงรายเต็มไปหมดตลอดทาง ไม่นานเราก็ถึงที่พัก การจัดงาน international ในแต่ละครั้งเนื่องจากในจีนยังมีปัญหาเรื่องการใช้ภาษาอังกฤษดังนั้นรัฐบาลเมืองจึงได้ประสานไปยังมหาวิทยาลัยทุกแห่งเพื่อขอสมัครนักศึกษาฝึกงานเป็นล่ามแปลภาษาเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับแขกต่างชาติ ที่โรงแรมที่พักจะเห็นนักศึกษาและพนักงานของ CFNA เดินไปมาคอยช่วยเหลือแขกในการเข้าพักและให้การแนะนำต่าง ๆ ผมมองว่าอีกไม่กี่ปีจีนจะเป็นประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษได้ดีมากแน่นอน


หลังจากเข้าพักแล้วผมเองก็ต้องรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อเข้าร่วมงานแถลงข่าว ซึ่งนอกจากมร.หลิวที่เดินทางมาด้วยกันก็ได้เจอเพื่อนเก่าอย่า มร.เจมส์ พ็อคสันตัวแทนสมาคมผู้ค้าชาจากประเทศอังกฤษ มร.ร็อบบี้จากสมาคมผู้ค้าชาอินโดนีเซีย พวกเราก็ได้คุยกันในงานถึงสภาพของการค้าชาแลกเปลี่ยนกันในแต่ละประเทศ ประเทศไทยนั้นแม้แต่ข้อมูลการนำเข้าส่งออกหรือปริมาณการผลิตการลงทุนต่าง ๆ ในด้านนี้ยังไม่ได้ถูกสถาบันต่าง ๆ บันทึกเอาไว้เลย (อย่างน้อย International Tea Committee - ITC ก็ยังไม่มีแน่นอน) ซึ่งเป้าประสงค์ของงานนี้คือผมจะพยายามทำให้สถิติของเราได้ถูกบันทึกเอาไว้เพื่อเป็นพื้นฐานในการดึงดูดการค้าการลงทุนมายังประเทศไทยบ้าง แน่นอนครับในงานแถลงข่าวย่อมต้องมีสำนักข่าวต่าง ๆ ทั้ง CCTV ซินหัว หรือสื่อท้องถิ่นต่างก็มาทำข่าวกันหนาตาไม่ต่ำกว่าร้อยชีวิต แถลงข่าวแล้วก็เดินทางกลับโรงแรมที่พักจากนั้นก็มีงานเลี้ยงต้อนรับจากรองผู้ว่าเมืองอี๋ปิน

ชาวจีนนั้นขึ้นชื่อว่าเป็นกลุ่มชนที่มีความคิดละเอียดอ่อนดุจเส้นผม การที่เดินทางมาครั้งนี้ทำให้เห็นว่านโยบายที่มีต่อแขกระดับวีไอพีต่างชาตินั้นเน้นความรัดกุมปลอดภัยอย่างมาก ไม่เพียงแต่จะมีทหารและตำรวจคอยเฝ้ารักษาความปลอดภัยรอบริเวณตลอดเวลาแล้ว การเดินทางก็ปิดถนนกั้นขบวนรถเอาไว้และมีระยะห่างพอสมควรจากรถทั่วไปเพื่อป้องกันการก่อวินาศกรรม นอกจากนี้การกำหนดอาหารก็กำหนดให้เป็นอาหารที่ชาวต่างชาติทานได้ ไม่เผ็ดมากเกินไป (ทั้งที่เสฉวนเป็นดินแดนแห่งความเผ็ดชา) นอกจากนี้การเลี้ยงฉลองนอกที่ตั้ง (หมายถึงงานเลี้ยงนอกโรงแรมที่พัก) ก็จะไม่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาดเพื่อความปลอดภัยของตัวแขกเองอีกทั้งยังมีเจ้าหน้าที่ที่พูดภาษาต่างชาติได้คอยประกบตัวแทนชาติต่าง ๆ ตลอดเวลา ในส่วนของผมนั้นถือว่าโชคดีที่ฟังพูดอ่านเขียนภาษาจีนพอได้ไม่มีปัญหาเลยไม่ต้องลำบากน้อง ๆ ล่าม ในงานประชุมเองก็จะมีหูฟังวางเอาไว้ให้ทั้งเพื่อฟังภาษาจีนแปลเป็นอังกฤษหรือภาษาอื่น ๆ แปลเป็นจีน นี่คือการจัดงานประชุมอย่างมืออาชีพจริง ๆ


หลังอาหารเย็นทางเลขาธิการของ CFNA มร.ไช่จวิน ได้เชิญขึ้นไปบนเพนเฮาส์ไปร่วมพบปะแขกประเทศต่าง ๆ ผมก็ได้คุยกับมร.เอียน กิปส์ ประธาน ITF ถึงเรื่องของชาไทยและในอนาคตที่ทางสถาบันชามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงจะจัดงานประชุมเกี่ยวกับวิชาการชาในปี 2019 หารือเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการเชิญ ITF เข้าร่วมงานในครั้งนี้ซึ่งผลออกมาเป็นบวกอย่างมาก อนาคตคงได้ทำหน้าที่เป็นเจ้าบ้านบ้าง นอกจากนี้ยังได้พบตัวแทนจากหลากหลายประเทศทั้งอิตาลี บังคลาเทศ จ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลเมืองอี๋ปินและเพื่อนเก่ามร.เจมส์ ประธานสมาคมผู้ค้าชาออสเตรเลีย ในขณะนี้ผมพูดได้เลยว่าสำหรับความสัมพันธ์ของประเทศไทยเรากับมาเลเซีย ออสเตรเลีย อังกฤษและกับ CFNA ของจีนนั้นมีความใกล้ชิดกันอย่างยิ่ง ในอนาคตผมจะพยายามผลักดันให้เกิดกรอบความร่วมมือในวาระต่าง ๆ อันจะเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมชาของไทย นี่คือโอกาสที่เราเดินออกจากประเทศไปไขว่คว้าเอามาด้วยตัวเอง ตั้งแต่เดินทางมาถึงอี๋ปินได้เห็นธงชาติไทยแล้วรู้สึกภูมิใจที่ทำให้นานาชาติได้รับทราบว่าบ้านเมืองของเราก็มีการผลิตชาเป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิตชาเช่นกันและต่อไปจะให้เขาเหล่านั้นรับทราบว่านอกจากเราผลิตชา ชาของเรายังผลิตได้ดีอย่างยิ่งอีกด้วย


เวลาเกือบเที่ยงคืนผมก็ขอตัวลงมาพักผ่อนเตรียมตัวสำหรับวันรุ่งขึ้น วันที่ 17 เป็นงานประชุมตลอดทั้งวันซึ่งหัวข้อในครั้งนี้เกี่ยวข้องกับอนาคตของชาโลกและชากับการสร้างมูลค่าโดยมีผู้ว่าเมือง Gaillac มานำเสนอการสร้างมูลค่าและมาตรฐานของไวน์ให้ฟัง ผู้ดำเนินรายการเป็นคนคุ้นเคย ศ.ดร.หวังเยว่เฟย 王岳飞 คนดังนั่นเอง ผมดีใจมากที่ท่านจำผมกับเฮียชางได้ รอบนี้ก็นำชาโครงการหลวงกับชาวาวีไปมอบให้ท่านอีกเช่นเคย ท่านยังว่าคราวก่อนก็เพิ่งมอบให้มายังไม่ได้ชิมเลย เป็นคนที่ความจำดีมากจริง ๆ ตลอดวันเนื้อหาประชุมนอกจากจะมีการอัพเดตเกี่ยวกับสถานการณ์ชาของตัวแทนแต่ละประเทศแล้วก็ยังมีหัวข้อในเรื่องของอนาคตชาโลกโดยตัวแทนจาก FAO IGG (องค์การอาหารและการเกษตรของสหประชาชาติ หน่วยงานเกี่ยวกับพืชชา) ได้นำเสนอถึงแนวโน้มการผลิตชาและการใช้ชาของโลกซึ่งมีรายงานว่าแม้การผลิตจะเพิ่มมากขึ้นในประเทศทางอเมริกาใต้อย่างบราซิลและอาร์เจนตินา แต่ความต้องการการบริโภคชาทั่วโลกก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตามไปด้วย อีกทั้งมีความต้องการชาในลักษณะที่เกรดสูงขึ้นหรือมีความจำเพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น ซึ่งจุดนี้เองผมว่ามันคืออนาคตและโอกาสของชาไทย ผมได้คุยกับมร.ร็อบบี้จากอินโดนีเซียซึ่งมีไร่ชาจำนวนมาก ผมถามเขาว่าคุณผลิตชาได้จำนวนมากเลยในแต่ละปี มากกว่าที่ประเทศผมผลิตได้เสียอีก (ไทยผลิตได้ปีละประมาณ 50,000 ตันชาสดหรือ 15,000 ตันชาแห้ง) แต่ว่าคุณขายได้ราคาหรือไม่ ร็อบบี้ตอบผมว่าเพื่อนเอ๋ยผมขายได้โลละ 2-3 ดอลลาร์ก็ถือว่าดีมากโขอยู่แล้ว แน่นอนว่าในขณะที่ศรีลังกา อินเดียขายได้ราคาประมาณ 5 ดอลลาร์อีกทั้งปริมาณที่เขาสามารถผลิตได้จำนวนมากประเทศอย่างเราทำไมจึงต้องไปแข่งขันผลิตชาผงกับเขาเล่า? ผมตอบไป ร็อบบี้ก็บอกว่าเขาก็คิดจะเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มสินค้าที่มีคุณภาพมากขึ้นแต่ว่าก็ไม่รู้ว่าจะหาคำแนะนำจากไหนดี ผมล้วงลงไปในกระเป๋าหยิบชาแดงของวาวียัดใส่มือร็อบบี้ บอกกับเขาว่าเชื่อหรือไม่ชาแดงที่ผมให้คุณกล่องนี้จะทำให้คุณสนใจประเทศไทยมากขึ้น จากนั้นผมก็ยิ้มแล้วก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ จนมาถึงตอนเย็นร้อบบี้มาคุยกับผมว่าเขาสนใจกรรมวิธีในการผลิตชาลักษณะนี้มากหากมีโอกาสขอเชิญผมและเฮียชางแวะไปเยี่ยมเขาที่อินโดนีเซียเขาอยากขอความรู้บ้าง เห็นมั้ยครับว่าจริง ๆ แล้วชาไทยมีดี และมีดีขนาดทำให้พ่อค้าชาระดับโลกยังต้องอึ้งไปเลย ดังนั้นขอให้เชื่อเถอะครับว่าชาไทยไม่แพ้ชาใดในโลก



หัวข้อที่เกี่ยวกับเรื่องไวน์และชาที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเปรียบเทียบกันนั้นก็น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว ผู้ว่าเมืองกัลแยคกล่าวว่าไวน์จากเมืองของเขานั้นมีประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่สมัยโรมันและสืบทอดมายังปัจจุบัน ซึ่งได้รับความนิยมตลอดมา ไวน์จากกัลแยคนั้นหล่อเลี้ยงชีวิตของเกษตรกรไร่องุ่นไม่รู้เท่าไหร่ สิ่งที่ทำให้ไวน์จากที่นี่ขายได้ราคาก็คือการที่มีจำกัดจำนวนในแต่ละปีผลิตได้ไม่มากและมีมาตรฐานคงที่ คุณภาพจึงเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้นิยมไวน์ทั่วโลกเลือกซื้อไวน์จากกัลแยคเอาไปเก็บเอาไว้เพื่อดื่ม ซึ่งผมก็มองว่าเหล่านี้ไม่ต่างจากชาเท่าไหร่ หากมีการพัฒนากระบวนการผลิตและบอกเล่าเรื่องราวของชาแต่ละตัวจากแต่ละพื้นที่สู่ผู้บริโภคจนทำให้เกิดความมั่นใจและเกิดคุณค่าในใจผู้ซื้อแล้ว จะอย่างไรก็มีช่องทางจำหน่ายออกไปได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นเรื่องของคุณภาพเป็นสิ่งสำคัญ นี่เมื่อประกอบเข้ากับเรื่องของมร.ร็อบบี้ข้างต้นทำให้ผมคิดว่าจะอย่างไรประเทศไทยเป็นประเทศเล็ก ผลิตชาได้น้อย ยิ่งเราไม่พึ่งพาเทคโนโลยีใหม่ ๆ นวัตกรรมใหม่ ๆ หรือช่องทางการขายที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเราจะไปผลิตชาแดงใช้เครื่อง CTC เหมือนเดิม แน่นอนว่าราคาเราก็ได้ไม่เท่าไหร่เพราะในตลาดโลกยังมีเจ้าใหญ่อย่างศรีลังกา อินเดียอยู่ หรือแม้แต่ประเทศใกล้เคียงกับเราอย่างมาเลเซีย อินโดนีเซียแม้แต่เวียดนามหรือพม่าก็ผลิตชาลักษณะเดียวกัน ทำไมประเทศเราจึงไม่วางตัวเองเสียใหม่ ผลิตชาที่ได้ราคาดีขึ้นอย่างชาอูหลง ชาเขียวต่าง ๆ รวมไปถึงชาผู่เอ๋อร์ (ตามรายงานของ CFNA บ่งชี้ไว้อย่างชัดเจนว่ามีการนำเข้าชาจากแหล่งอื่นมาผลิตมากมาย) ปัจจุบันประเทศไทยเป็นต้นทางของวัตถุดิบที่นำไปผลิตชาผู่เอ๋อร์จำนวนมาก ส่วนนี้เป็นข้อได้เปรียบของประเทศเราที่มีต้นชาเก่าแก่อยู่มาก ทำให้ตลาดจีนสนใจนำไปผลิตและจำหน่ายออกไปซึ่งได้ราคาดี นอกจากนี้อนาคตเราไม่ควรหยุดเพียงแต่เป็นแหล่งวัตถุดิบ ประเทศไทยควรสร้างสินค้าของตัวเองหรือที่ผมคิดหากทำได้จะดีมากก็คือเราควรนำชาไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่นผ่านเทคโนโลยีการสกัด (extraction) ปัจจุบันเรายังไม่มีเทคโนโลยีนี้แต่อนาคตจะต้องมีแน่นอน ซึ่งเมื่อถึงวันนั้นอุตสาหกรรมชาไทยจะเติบโตไปไกลกว่าที่เป็นอยู่แน่นอนเพราะว่าสารสำคัญในชานั้นสามารถนำไปใช้ได้ในหลายอุตสาหกรรมทั้งเครื่องดื่ม ยา ความงาม เสื้อผ้าและอื่น ๆ


การนั่งประชุมทั้งวันก็เหนื่อยเหมือนกันนะครับแต่ที่ทำให้ผมหายเหนื่อยก็เพราะได้รับทราบความรู้และข่าวสารมากมายจากเพื่อนเก่าหลาย ๆ ท่าน ซึ่งจะขาดมร.แมกซิมิเลี่ยนจากเยอรมันไปไม่ได้เลย ผมกับแมกซ์นั้นเรารู้จักกันจากงานครั้งที่แล้วและไม่ทราบเหมือนกันว่าอะไรทำให้เราสนิทกันได้อย่างรวดเร็ว ผมคุยให้แมกซ์ฟังถึงเรื่องมาตรฐานการตรวจสอบสินค้าเกษตรของเยอรมันที่ผมประสบปัญหาอยู่ในการส่งสินค้าเกษตรเข้าไปที่ฮัมบรูก แมกซ์เล่าว่าในสหภาพยุโรปนั้นมีข้อบ่งชี้อย่างชัดเจนว่าสารอะไรปริมาณเท่าไหร่หากมีการปนเปื้อนแล้วไม่สามารถนำเข้าได้ กรณีสินค้าจากไทยส่งไปแล้วถูกตีกลับนั้นเป็นเรื่องปกติอย่างมากเพราะว่าบ้านเรานั้นมีรายการของสารที่อนุญาตให้ใช้ได้กับไม่อนุญาตให้ใช้ ซึ่งบางตัวในกลุ่มสหภาพยุโรปนั้นถือว่าเป็นสารปนเปื้อนและอันตรายต่อสุขภาพ ดังนั้นสินค้าจากไทยเมื่อเข้าไปถึงฮัมบรูกแล้วก็ต้องถูกตีกลับแน่นอน นี่เป็นเรื่องของมาตรฐานที่ต่างกัน ดังนั้นหากท่านต้องการส่งสินค้าไปที่ใดก็ควรส่งตัวอย่างไปตรวจสอบจากแหล่งนั้นก่อนไม่ใช่เชื่อเพียงซัพพลายเออร์หรือแล็ปในประเทศเพราะผมได้เจอมากับตัวแล้วว่าแม้แต่แล็ปของราชการเองก็ไม่มีความเที่ยงตรงเท่าใด


เมื่อประชุมจบก็มีการเลี้ยงต้อนรับจากเทศบาลเมืองและกลุ่มบริษัทชาของอี๋ปินเราต้องเดินทางไปยังสถานที่จัดเลี้ยง และแน่นอนตามที่ผมเล่าไปตอนแรกแล้วว่าหากแขกต่างชาติเดินทางไปงานเลี้ยงนอกที่ตั้งก็จะไม่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งทำให้ผมประหลาดใจจริง ๆ ในค่ำคืนนั้น ทุกคนเดินมาชนแก้วกันด้วยชาและน้ำเปล่า พร้อมพูดคำว่าหมดแก้ว (กานเปย) กัน ผมมีเพื่อนอยู่คนหนึ่งเป็นรุ่นปัจจุบันของกลุ่มโรงงานผลิตชาจากเจียงซีเขาก็พูดกับผมว่านี่ถ้าเป็นเจียงซีนะแขกไม่ฟุบผมไม่เลิกจริง ๆ แต่นี่เป็นงานทางการก็ต้องทำความคำสั่งของรัฐบาลกลาง แก้ไขอะไรไม่ได้แล้วแกก็ชวนผมกับเฮียชางว่าถ้าวันไหนมีโอกาสแวะไปที่โรงงานเขาบ้าง จะได้ฉลองกันเต็มที่หน่อย แกชอบคนไทยนะ เคยมาเมืองไทยและว่าเมืองไทยสวย อาหารอร่อยคนดี มีวัฒนธรรม ผมคิดไปมาก็ภูมิใจและยินดีกับกระทรวงการท่องเที่ยวที่สามารถสร้างภาพลักษณ์ของประเทศชาติให้คนจีนประทับใจได้ขนาดนั้น เพื่อนคนนี้พรุ่งนี้แกต้องกลับไปแล้วเพราะมีงานประชุมสำคัญอีกงานหนึ่งซึ่งแกบอกพวกเราว่าต้องมาพบแกให้ได้สักวันหนึ่งแกจะรอ นี่เป็นสังคมของคนชาใหญ่ที่สุดในโลกก็ว่าได้และแต่ละคนดูเหมือนจะใกล้ชิดสนิทสนมกันได้ง่ายมากเพราะทุกคนถือว่าเป็นคนในวงการเดียวกัน We are tea family คำนี้ก้องในหัวผมขึ้นมาทันที


หลังจากกลับโรงแรมแล้วก็พักผ่อนเตรียมร่วมพิธีเปิดในวันรุ่งขึ้น วันที่ 18 มีพิธีเปิดที่ศูนย์แสดงสินค้าใหญ่ที่สุดของเมือง แน่นอนว่าที่หน้าศูนย์นั้นมีธงไทยประดับเอาไว้ที่เสาธงใหญ่และมีธงไทยประดับอยู่ทั่วไปในงานด้วย เห็นแล้วรู้สึกดีครับ วันนี้ผู้ว่าเมือง คณะรัฐบาลเมืองล้วนเข้าร่วมพิธีเปิดอย่างยิ่งใหญ่ สิ่งที่ทำให้ผมทึ่งก็คือจากประเทศจีนเก่าที่ล้าหลัง ปัจจุบันผลิตสิ่งของเทคโนโลยีต่าง ๆ ได้เองทั้งหมดรวมถึงจอแอลอีดี บนเวทีนั่นมันคือจอแอลอีดีขนาดยาวยี่สิบห้าเมตรชัด ๆ แยกถ่ายทอดสัญญานได้ด้วยไฮเทคมาก หลังจากพิธีเปิดแล้วก็เข้าชมงานแสดงสินค้าเกี่ยวกับชากัน โดยพวกเราคณะวีไอพีเข้าชมงานก่อนพร้อมกับสื่อมวลชนส่วนประชาชนทั่วไปต้องรอพวกเราจากไปก่อนจึงเข้าร่วมได้ แน่นอนว่าการรักษาความปลอดภัยนั้นเข้มงวดมากทีเดียวจากที่เห็นคือมีตำรวจทหารล้อมรอบศูนย์ประชุมไว้ทั้งหมดและยังมีชุดรักษาการณ์ประจำอยู่ทุกจุดทั่วบริเวณ ผมได้เข้าไปเดินชมตามบูทต่าง ๆ บูทชาของไต้หวันนั้นมากันมากทีเดียวประมาณยี่สิบบูทได้ เอางานดินเผาของอิงเกอ เทียนมู่หว่าน กาน้ำพวกนั้นมาแสดง รวมถึงมีชาชนิดต่าง ๆ ของไต้หวันนำเสนอมากมาย ของไทยเองมีชาวาวีนำโดยเฮียชางได้นำชาไทยไปนำเสนอให้ต่างชาติได้รู้จัก เพื่อน ๆ ตัวแทนจากชาติจ่าง ๆ สนใจกันมาก นอกจากชาของวาวีแล้วผมยังมีชาโครงการหลวง เป็นตัวอูหลงก้านอ่อนนำไปแสดงและให้ชงชิมกันด้วยครับ ซึ่งดังที่บอกเสมอว่าชาไทยนั้นเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่ความภาคภูมิใจเพราะว่าแม้แต่ไต้หวันยังเดินมาชิมชาเรา (ผอ.บริษัทต้าถง) และยังชมว่ารสชาติไม่เลวทีเดียว อนาคตคงมีโอกาสผลักดันชาของไทยออกไปให้ไกลขึ้นกว่านี้อีกแน่นอน



ในงานก็จะมีบูทใหญ่ ๆ ของเจ้าภาพต่าง ๆ อย่าง 川茶集团 (ชวนฉาจี๋ถวน) 天府龙芽 (เทียนฟู่หลงหยา) บรรยากาศสนุกสนานมากครับ ทุกบูทก็พร้อมใจกันต้อนรับ ขอพวกเราถ่ายรูปเอาไว้เป็นที่ระลึกกัน พอถึงเวลาประมาณเที่ยงก็กลับที่พักทานข้าว วันนี้มีประชุมที่โรงแรมช่วงบ่ายเกี่ยวกับแนวทางของอุตสาหกรรมชาในอนาคต มิสหยูลู่ (CFNA) เป็นผู้ดำเนินรายการ การประชุมนี้เกี่ยวข้องกับคำจัำกัดความของอุตสาหกรรมชาในอนาคตว่าชานั้นจะมีความหมายอย่างไรและเกิดประโยชน์ในด้านใดบ้าง อีกทั้งการรวมกลุ่มกันของประเทศภาคีสมาชิกของ CFNA นั้นจะได้รับความช่วยเหลืออย่างไรและมีการแนะนำหรือมีอะไรแชร์กันก็สามารถพูดได้ในเวทีนี้ แต่ละประเทศก็ให้ข้อคิดเห็นแลกเปลี่ยนกันผมเองก็ได้เก็บเกี่ยวความรู้จากเวทีนี้มากทีเดียว ส่วนเรื่องของคำจำกัดความนั้นยังสรุปไม่ลงรอประชุมครั้งหน้าคงแถลงอย่างเป็นทางการ วันนี้เหนื่อยมากทั้งวันแต่คืนนี้แน่นอนว่าเหนื่อยกว่าทุกคืนเพราะว่าประธานกลุ่มอู่เหลียงเย่เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารเย็น


五粮液 (อู่เหลียงเย่) เป็นชื่อสุราจีนชนิดหนึ่งและเป็นชื่อของกลุ่มอุตสาหกรรมสุราระดับโลกแห่งหนึ่งซึ่งมีฐานการผลิตอยู่ที่เมืองอี๋ปินนี้เอง วันนี้อู่เหลียงเย่เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารเย็นพวกเราซึ่งแน่นอนว่าจะขาดสุราอู่เหลียงเย่ไปไม่ได้ สุราที่ใช้เลี้ยงพวกเราในวันนี้นั้นเป็นสินค้าใหม่ที่ยังไม่ได้วางตลาด ราคาชุดละประมาณ 8,000 บาท ในชุดจะมีสองขวด ขวดหนึ่ง 35 ดีกรี อีกขวด 69 ดีกรี และขวดแก้วหนึ่งใบ นำเอาทั้งสองขวดมาผสมกันแล้วเขย่าจากนั้นจึงรินดื่ม ร้อนวาบทีเดียวครับ ผมแทบขยับไปไหนไม่ได้เลยเนื่องจากนั่งโต๊ะกลมด้านหน้า (สามสิบที่นั่ง) ซ้ายมือคือประธานสมาคมชาจีนญี่ปุ่น ขวามือคือประธานกลุ่มต้าถงไต้หวันคารวะกันไปมาจนออกอาการเลยต้องขอตัวไปก่อน วันนี้ได้เห็นอะไรมากมายจริง ๆ ครับ คือคิดไม่ถึงว่าคนระดับเจ้าของต้าถงจะให้ความสนใจประเทศไทยมากขนาดนั้น อีกอย่างคือทุกคนมีแบคกราวน์ยิ่งใหญ่มากทั้งนั้นแต่ไม่ถือตัวเลย เขายังให้กำลังใจพวกเราที่เป็นคนรุ่นใหม่เสียอีกว่าขอให้ทำหน้าที่ไปเพราะอนาคตของชาต้องมีคนสืบช่วงต่อ ไม่ว่าจะในประเทศไหน ๆ ชาก็ยังเป็นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวพันกับชีวิตคนหลายล้านหรือเรียกได้ว่าเป็นพันล้านหากคิดถึงมวลรวมทั้งโลก ผมฟังแล้วก็ซึ้งใจ คืนนั้นหลับสนิทจริง ๆ



วันที่ 19 วันนี้ทางรัฐบาลเมืองเชิญพวกเราไปชมสวนชาของอี๋ปิน ชาของที่นี่เรียกว่า 宜宾早茶 (อี๋ปินเจ่าฉา) หมายถึงชาที่อี๋ปินถือว่าเป็นชาชุดแรก ๆ ที่ผลิใบก่อนที่อื่นทั่วประเทศจีน ออกเร็วขนาดที่ว่าผลิตเสร็จล็อตแรกก่อนที่พวกเราจะเดินทางไปถึงอี๋ปินเสียอีก (ชาล็อตแรกของเขาผลิตเสร็จวันที่ 15 เดือนมีนาคมพอดี) ซึ่งถือว่าเร็วมากและชาคุณภาพดี ในเกรดบน ๆ นั้นใช้แต่ยอดสั้นอวบที่เพิ่งแตกออกมาผลิตเป็นชาเขียวและชาแดงเป็นหลัก ทว่าชาจากพื้นที่นี้สามารถผลิตได้ทั้งชาขาว ชาเหลือง รวมถึงชาดำด้วย มีเพียงอูหลงที่ไม่นำมาผลิตกันเท่านั้น สวนชาของที่นี่จะเป็นแนวเรียงไล่ไปตามเนินเขา ติดตั้งเครื่องพ่นน้ำเอาไว้เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับต้นชาเพื่อให้ยอดออกมาก ระหว่างแถวต้นชาก็ปลูกไม้ดอกเอาไว้อย่างท้อ บ๊วย แมคโนเลียมากมายเพื่อดึงดูดแมลงไม่ให้แมลงไปทำร้ายต้นชา ชาวเมืองที่นี่น่ารักมากขากลับออกมายืนโบกมือส่งพวกเราด้วยครับ ช่วงสายแวะไปที่จุดแสดงสินค้าของกลุ่มเทียนฟู่ (天府) มีการแนะนำสินค้าและโชว์ชงชา พาชมไลน์การผลิตขนมที่ใส่ผงชาลงไปด้วยอย่างคุกกี้หรือขนมคล้ายทองม้วนผลิตใหม่ ๆ หอมอร่อยมากครับ


ช่วงบ่ายก็ได้เข้าเยี่ยมชมโรงงานสุราอู่เหลียงเย่ (五粮液) กลุ่มธุรกิจนี้นอกจากผลิตสุราชั้นดีแล้วยังลงทุนในอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่นเครื่องจักร เครื่องยนต์ ยางรถยนต์ อสังหาริมทรัพย์ฯ อีกด้วย แน่นอนว่าตั้งแต่แรกวิ่งเข้าไปในเขตโรงงานนั้นก็ได้กลิ่นเหล้าโชยไปทั่วเพราะใช้การหมักแล้วนำไปกลั่น ดังนั้นกลิ่นจากโรงหมักที่เรียงรายอยู่สองข้างทางจึงขจรขจยายไปไกลมาก กลิ่นเหมือนผลไม้สุกหอมมาก ๆ ทางประธานบริษัทก็นำคณะเข้าไปชิมสุราที่กลั่นออกมาครั้งแรกความเข้มข้นสูงสุดคือ 72 ดีกรี ทางเจ้าหน้าที่บรรยายว่าหัวสุราที่กลั่นออกมาคัร้งแรกนี้จะถูกนำไปไดลูทหรือผสมกับอย่างอื่นพื่อผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ตามสายการผลิตต่าง ๆ ต่อไป แต่หัวสุราแบบนี้จะไม่ค่อยมีกลิ่นและดื่มง่ายแต่รุนแรง พอลองชิมก็ทราบทันทีครับว่ารุนแรงจริง ๆ ไม่ได้หมายความว่าดื่มยากนะครับ รสชาตินุ่มนวลแต่ว่าดื่มลงไปแล้วมันตีกลับขึ้นมาทำให้มึน ๆ ทีเดียว ทั้งคณะสนุกสนานกันมากที่นี่บางท่านดื่มลงไปได้ถึง 6-7 แก้วทีเดียว

ช่วงเย็นกลับมาพักผ่อนทานอาหารค่ำที่โรงแรมจากนั้นก็ไปยังพิพิธภัณฑ์ที่เกี่ยวกับชาซึ่งรวบรวมชิ้นงานที่เป็นไม้แกะสลักเอาไว้มากมายสวยงามดีทีเดียวครับ วันที่ 20 หลาย ๆ คนต้องลาจากกันไปก่อนผมกับเพื่อนใหม่จากบังคลาเทศก็คุยกันว่าอนาคตของชาอยู่ในมือคนรุ่นใหม่อย่างพวกเรา หากบังคลาเทศมีความต้องการมาเยี่ยมชมไร่ชาหรือมีอะไรให้ช่วยเหลือขอให้บอกได้เต็มที่และเอาไว้พบกันโอกาสหน้า เขาก็ซาบซึ้งใจเพราะมาคนเดียวไม่รู้จักใครเราได้มารู้จักกันก็เพราะมีวาสนาต่อกันผมคิดแบบนั้น เช้านี้เรามุ่งหน้าไปยังเล่อซาน (乐山) ไม่ได้ไปชมพระพุทธรูปแต่เราวิ่งเข้าไปยังเขาง้อไบ๊ (峨眉山) เพื่อเยี่ยมชมโรงงานชาดังอีกแห่งหนึ่งซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกนามจู๋เย่ชิง (竹叶青)


โรงงานนี้ผลิตชาเขียวเป็นหลักซึ่งนำชาจากอี๋ปิน หยาอันมาผลิตโดยใช้ชื่อโรงงานตัวเองว่าจู๋เย่ชิง พอขายออกไปได้มากคนก็ติดในแบรนด์เลยพากันเรียกหาว่าชาจู๋เย่ชิง แท้จริงแล้วไม่ใช่ชื่อพันธุ์ชาแต่เป็นชื่อของโรงงานครับ ทางโรงงานเปิดไลน์การผลิตให้ชมทั้งหมด ทั้งเครื่องบรรจุ การคัดเกรดชา ก่อนจะคัดเกรดชานั้นเขาใช้เครื่องคัดเศษสิ่งสกปรกออกก่อนสองชั้นแล้วนะครับดังนั้นชาถือว่าสะอาดเอี่ยมทีเดียว เครื่องบรรจุก็ไม่ได้ใช้คนมากมายเพียงหนึ่งคนคุมหนึ่งเครื่องเท่านั้นเองถือว่าไฮเทคกว่าบ้านเรามาก ได้เยี่ยมชมแล็ปของโรงงานเองอีกด้วยซึ่งเขาสามารถตรวจสารปนเปื้อนสารพิษได้ถึง 519 ชนิดและเมื่อมีคำสั่งซื้อจากประเทศใดก็ใช้มาตรฐานของประเทศนั้นมาตรวจวิเคราะห์และส่งผลชั้นต้นแนบไปกับสินค้าเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศผู้นำเข้าอีกด้วยครับ ใช้เวลาอยู่ที่โรงงานประมาณสองชั่วโมงจากนั้นก็ทานอาหารกลางวันซึ่งทางกลุ่มจู๋เย่ชิงเป็นเจ้าภาพหลังจากมื้อนี้ก็มีเพื่อนอีกหลายคนต้องแยกตัวกลับไปก่อนรวมถึงเพื่อนเก่าอย่างมร.เจมส์ พ็อคสันจากอังกฤษ เจมส์กับผมสนิทกันมากตั้งแต่ครั้งแรกที่พบกันจากงานประชุมครั้งก่อนและเขาได้มาเยี่ยมไร่ชาที่เมืองไทย รวมถึงร้านชาต่าง ๆ ในเยาวราชด้วย การต้องกล่าวอำลากันทำให้รู้สึกเศร้าเล็ก ๆ แต่จะอย่างไรคงได้เจอกันอีกในไม่ช้าแน่นอนเพราะแต่ละคนเดินวนเวียนอยู่ในอุตสาหกรรมนี้คงมีวันได้พบกัน



ช่วงบ่ายเราขึ้นรถมุ่งหน้าไปยังเมืองหยาอัน (雅安) ภูเขาเหมิงติ่ง (蒙顶山) ซึ่งเป็นแหล่งปลูกชาเก่าแก่ มีหลักฐานถึงชาเหมิงติ่งกานลู่ (蒙顶甘露) ว่ามีประวัติศาสตร์มากกว่าสองพันสองร้อยปีผ่านมาแล้ว บ่ายนี้เราไปชมสถานีเพาะพันธุ์ชาซึ่งรวบรวมชาจากทั่วประเทศเอามาทดลองปลูกเลี้ยง รวมถึงชมสวนชาสวยที่สุดในเสฉวน พอเข้าเขตสถานีก็จะเห็นสองข้างฟากเต็มไปด้วยสวนชาเรียงรายสีเขียวชอุ่ม ยอดอ่อนของใบชาที่กำลังแตกออกมานั้นอ่อนบางสีเขียวอ่อนเหมือนหยกมรกต อากาศก็ดีมากไม่หนาวไม่ร้อนเกินไปสัก 16 องศา ที่สถานีแห่งนี้นอกจากจะผลิตชาจำนวนมากแล้วยังมีการเพาะขยายพันธุ์เพื่อสนับสนุนให้เกิดการเพาะปลูกชาออกไป เนื่องจากชาที่นี่ราคาสูงมากทีเดียวและเป็นที่ต้องการของตลาด (1 ชั่ง 1,450 หยวน) มีการควบคุมคุณภาพได้อย่างดี นอกจากนั้นยังมีรีสอร์ทในส่วนเนินเขาให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าพักได้ด้วย เรื่องชากับการท่องเที่ยวนั้นถูกเชื่อมโยงกันมานานในจีนและกำลังเป็นที่นิยมในต่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยเราเองก็ควรสนับสนุนและพัฒนาด้านนี้ออกไปด้วย หากสามารถผลักดันให้เกิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญหรือมีส่วนประกอบที่ดีครบทั้งหมดได้ก็จะเป็นการสนับสนุนวิสาหกิจชุมชนตามแหล่งชาที่ประเทศไทยมีอย่างเหลือเฟือได้อย่างแน่นอน หลังจากชมสถานีเสร็จแล้วพวกเราก็มุ่งหน้าเข้าที่พักวันนี้จะมีการเลี้ยงต้อนรับจากรองผู้ว่าเมืองหยาอันและทีมบริหารของรัฐบาลเมือง


การจัดงานประชุมนานาชาติแบบนี้รัฐบาลเมืองต่าง ๆ ล้วนยินดีต้อนรับทั้งสิ้นเพราะนอกจากจะได้เป็นการช่วยโปรโมทของดีของเมืองแล้วก็ยังเป็นช่องทางในการส่งเสริมเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวได้อย่างดีเพราะว่าสื่อมวลชนทั้งหลายต่างก็ให้ความสนใจรวมถึงครั้งนี้ที่คณะของเราได้มาเยือนหยาอัน ทางตัวแทนรัฐบาลเมืองกล่าวต้อนรับและขอให้การจัดงานทุกอย่างประสบความสำเร็จ พรุ่งนี้เช้าเรามีกำหนดการขึ้นเขาเหมิงติ่งซานเปิดงานประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับหน่วยงานรัฐบาลและผู้ประกอบการชาท้องถิ่น ช่วงบ่ายพาชมสถานีวิจัยแพนด้าตอนนี้ต้องกินข้าวก่อน การจัดโต๊ะอย่างพิธีการของจีนนั้นมักให้แขกนั่งคั่นด้วยตัวแทนเจ้าภาพแน่นอนว่าเมื่อเป็นโต๊ะกลมซ้ายขวาของแขกก็จะเป็นตัวแทนเจ้าภาพเพื่อคอยถามไถ่หาเรื่องคุยหรือแนะนำอาหาร รายการต่าง ๆ รวมถึงมีหน้าที่ตอบข้อซักถามที่แขกมี ด้านขวาของผมเป็นผอ.หน่วยงานด้านการเกษตรของเมือง ด้านซ้ายแซ่เหอ (何) ผมเรียกแกว่าพี่เหอเป็นผู้ช่วยรองผู้ว่าเมืองหยาอันงานวันพรุ่งนี้แกเป็นผู้จัดการรับผิดชอบทั้งหมด ก็ดื่มกินพูดคุยกันไปพอสมควรแก่เวลาก็พากันไปพักผ่อนเตรียมตัวขึ้นเขาวันพรุ่งนี้


วันที่ 21 ตื่นแต่เช้าเตรียมตัวขึ้นเขาเหมิงติ่ง ที่จริงแล้วสถานที่แห่งนี้เป็นที่ที่ผมเฝ้าใฝ่ฝันจะมาเยือนสักครั้งให้ได้เพราะเหตุว่ามันเป็นสถานที่แรกที่ถือว่ามีการเพาะปลูกต้นชาขึ้นด้วยมือคน (อ่านประกอบใน ชาดังร้อยชนิด: 43. 蒙顶甘露 (เหมิงติ่งกานลู่) ชาน้ำค้างหวานเขาเหมิงติ่ง) เคยเห็นแต่ในรูปวันนี้จะได้เห็นของจริง ๆ ก็ตื่นเต้นขึ้นมา จากโรงแรมวิ่งไปที่เขาเหมิงติ่งนั้นไม่ไกลประมาณสามสิบนาทีจากนั้นก็นั่งกระเช้าขึ้นไปยอดเขา ใช้เวลาประมาณ 15 นาทีถือว่าค่อนข้างยาวทีเดียว พอขึ้นไปถึงก็จะพบอารามอู๋หลี่เจิน (吴理真) ซึ่งถือเป็นบรรพบุรุษชาในแถบนี้ ด้านหลังเดินตรงเข้าไปจะเป็น 皇茶园 (หวงฉาหยวน) สวนชาของจักรพรรดิมีทั้งสิ้นเจ็ดต้น ได้มาเห็นกับตาแล้วก็ชื่นใจจริง ๆ ผมยืนมองชาเจ็ดต้นนั้นอยู่นานและคิดย้อนกลับไปว่าหากไม่มีอู๋หลีเจินในวันนั้นปัจจุบันจีนจะมีการพัฒนาในเรื่องของชาอย่างทุกวันนี้หรือไม่ บนเขาอากาศค่อนข้างเย็นคิดว่าสัก 10 องศามีลมพัดตลอด เวลาเดินไม่รู้สึกหนาวนักแต่เมื่อยามนั่งกับที่ล่ะก็เย็นเข้าไปจับจิตทีเดียว งานประชุมจัดขึ้นที่หน้าอารามอู๋หลี่เจินนี่เองซึ่งคณะเราต่างแยกย้ายกันนั่งและฟังพี่เหอกล่าวรายงานต่อมร.เอียน กิปส์ประธาน ITC จากนั้นก็เปิดงาน มีโรงงานชาหลายแห่งมาร่วมงานรวมถึงแสดงการผัดชาสด ๆ ให้ชิมชาสด ๆ ที่นั่นเลย อีกทั้งตัวแทนหลายท่านต่างก็กล่าวแสดงความขอบคุณต่อรัฐบาลเมืองที่ให้การต้อนรับเป็นอย่างดีจากนั้นก็มอบป้ายประกาศเกียรติคุณจาก ITC เอาไว้สำหรับเมืองหยาอันเขาเหมิงติ่งซานแล้วคณะเราก็เดินทางกลับลงจากเขาเพื่อไปชมหมีแพนด้าต่อไป


ในการเดินทางไปร่วมประชุมครั้งนี้ผมได้รับอะไรหลายอย่างทั้งมิตรภาพที่แน่นแฟ้นขึ้นจากเพื่อนเก่า ได้รู้จักเพื่อนใหม่ ๆ มากมายได้แลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็นกันอีกทั้งยังได้แนวคิดมากมายเพื่อที่จะนำมาปรับใช้กับอุตสาหกรรมชาบ้านเรา ผมคุยกับเฮียชางเสมอว่าพวกเรานี่โชคดีมากที่ได้เข้ามาร่วมในภาคีของ CFNA เพราะมันทำให้เราได้เห็นการเคลื่อนไหวของโลก ทำให้เราได้เห็นโอกาสการพัฒนาอันจะนำไปสู่การขยายตัวทางด้านอุตสาหกรรมชาในอนาคต ไม่เช่นนั้นหากเราอยู่แต่ในบ้านเราก็คงไม่ได้เห็น ไม่ได้รับรู้อะไรเหล่านี้ ที่สำคัญเรามีเพื่อนเพิ่มขึ้นเรามีครอบครัวที่ชื่อว่า tea family ซึ่งทุกคนก็พร้อมที่จะช่วยเหลือกันและกันเสมอ อนาคตของชาไทยจะอย่างไรไม่จนหนทางแน่นอนขอให้ทุกท่านที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมชาเชื่อมั่นอย่างที่ผมเชื่อ สักวันหนึ่งประเทศไทยจะโดดเด่นขึ้นมาในอุตสาหกรรมนี้บ้างอย่างแน่นอน ล่าสุดทาง ITC ได้ติดต่อขอสถิติของชาไทยทั้งปริมาณการผลิต การนำเข้า การส่งออกเพื่อบันทึกลงในรายงานของเขาแล้ว ซึ่งสถิติเหล่านี้จะยิ่งทำให้เกิดความสนใจจากต่างประเทศมากยิ่งขึ้นและยังจะเป็นโอกาสในการขยายตัวด้านการลงทุนมากขึ้นไปในอนาคต

ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามและให้กำลังใจเสมอมาครับ ร่วมพบปะพูดคุยกันได้ที่เพจสมาคมผู้รักชาและวัฒนธรรมจีน