กลับสู่หน้าแรก

วันจันทร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2561

百果壶 (ไป๋กั่วหู) ป้านชาลูกไม้ร้อยชนิด

ป้านชามีหลากหลายรูปแบบจุดประสงค์ที่นำเสนอเอาไว้ก็เพื่อให้มิตรสหายทุกท่านได้ทราบถึงประวัติที่มารวมถึงเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับป้านชารูปแบบนั้น ๆ พอสังเขป ที่พยายามเขียนขึ้นก็เพราะว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ดูจะมีความต้องการซื้อหาป้านชาทั้งเพื่อใช้และเพื่อเก็บสะสมมากขึ้นกว่าแต่ก่อน อีกทั้งเรื่องราวพวกนี้ก็หาข้อมูลยากประกอบกับเพื่อน ๆ หลายท่านสอบถามเสมอ ๆ ถึงรูปทรงนั้นรูปทรงนี้ ดังนั้นจึงพยายามเรียบเรียงเอาไว้ในขอบเขตที่พอทราบ หลังจากที่ได้เดินทางไปอี๋ชิงไปพบไปเห็นป้านชาฝีมือศิลปินดัง ๆ แท้ ๆ ทำให้ยิ่งเกิดความคิดที่จะถ่ายทอดผลงานต่าง ๆ เหล่านี้ออกไปให้สำหรับท่านที่สนใจได้ทราบเอาไว้เป็นข้อมูล ในบรรดาการผลิตป้านชานั้นหากไม่ทำผิวเรียบก็มีการสลักลายหรือเขียนลาย วาดลายโดยใช้สี ใช้ดินต่าง ๆ มาแต่งลงไปบนผิวแต่จะหาลักษณะของการประดับอย่าง "ปั้นแปะ" คือปั้นเครื่องประดับแล้วแปะลงไปบนป้านชานั้นมีค่อนข้างน้อย ป้านที่จะนำเสนอวันนี้เป็นป้านชาทรงที่มีเอกลักษณ์ของการปั้นแปะประดับชิ้นงานอย่างโดดเด่นที่สุด 百果壶 (ไป๋กั่วหู) ป้านชาลูกไม้ร้อยชนิด



ป้านชาทรงนี้เรียกว่า 百果壶 (ไป๋กั่วหู) หมายถึงลูกไม้ร้อยชนิดหรือชื่อ 百果石榴壶 (ไป๋กั่วสือหลิวหู) หมายถึงลูกไม้ร้อยชนิดบนผลทับทิม ตัวป้านนั้นทำเป็นลักษณะผลทับทิมคว่ำ จุกใต้ท้องป้านตรงกลางเป็นจุกทับทิมและประกอบไปด้วยของอย่างอื่นขึ้นรูปแล้วแปะลงบนผิวป้านชั้นนอกเช่นเม็ดแตง ฝักบัว ถั่วลิสง แห้ว ลิ้นจี่ เกาลัด วอลนัท แปะก๊วย พวยเป็นรากบัว หูเป็นกระจับ ฝาเป็นเห็ดคว่ำลง ฐานของป้านมักทำเป็นดอกบัว ฝักบัว วอลนัท ลิ้นจี่ ป้านอย่างนี้เกิดจากของประดับบนโต๊ะชาที่ทำเป็นรูปเมล็ดพืชต่าง ๆ ข้างต้นแล้วจึงจับเอามารวมกัน แท้จริงแล้วป้านอย่างนี้มีตั้งแต่สมัยชิงหย่งเจิ้ง โดยช่างที่มีชื่อเสียงอย่าง 陈鸣远 (เฉินหมิงหย่วน) ซึ่งเป็นศิลปินชื่อดังในสมัยนั้นได้คิดค้นผลิตป้านลักษณะนี้ขึ้นมาซึ่งได้รับความนิยมจากช่างยุคต่อ ๆ ลงมา

ในช่วงยุคหย่งเจิ้ง เฉียนหลงก็มีการพบป้านลักษณะนี้หลายชิ้น มีผลงานชิ้นหนึ่งปัจจุบันถูกเก็บรักษาเอาไว้ในพิพิธภัณฑ์กู้กงปักกิ่ง เป็นป้านที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่สูง 14 เซนติเมตรกว้างจากพวยถึงหู 14 เซนติเมตร เทคนิคที่สำคัญของการผลิตป้านชาลักษณะนี้นอกจากจะต้องมีฝีมือในการต่อชิ้นงานต่าง ๆ ลงบนผิวป้านได้อย่างปราณีตแล้วก็ยังจะต้องเสาะหาดินที่เผาออกแล้วเป็นสีต่าง ๆ กัน ทำการขึ้นรูปลูกไม้ต่าง ๆ ให้ได้สัดส่วน รูปทรงและสีสัน จะเห็นได้ว่าในป้านหนึ่งใบนั้นใช้ดินหลายชนิดอย่างใบที่นำมาให้ชมเป็นสมัยเฉียนหลงใช้ดินหงหนีเป็นฝา จื่อหนีเป็นตัวและหู ต้วนหนี (ถวนหนี) เป็นพวย ประดับด้วยลูกไม้ทำจากดินต่าง ๆ ใช้ดินดำละลายน้ำทาลงนหูเพื่อย้อมให้เป็นสีดำและทาลงบนส่วนต่าง ๆ ของลูกไม้เพื่อเป็นการให้สีส่วนประกอบอย่างสมจริงเช่นเม็ดแตงหรือข้อต่อของรากบัวเป็นต้น ดังนั้นไป๋กั่วหูเป็นป้านที่ต้องใช้เทคนิคมากในการผลิตและถือว่าเป็นป้านหลากสีที่สุดในยุคชิงตอนต้นที่มีชื่อเสียงและเป็นแบบมาตรฐาน

ป้านลูกไม้ร้อยชนิดในยุคหลังนั้นก็มีความนิยมในการผลิตขึ้นมาเช่นกันตั้งแต่ช่วงปลายยุคชิงจนถึงหมินกั๋วนั้นศิลปินดังหลายท่านก็ได้ผลิตป้านลักษณะนี้ออกมาเช่นเผยสือหมิน (裴石民1892-1976) อันจี๋ (安吉 ยุคปลายชิง) ซึ่งต่างก็ยังยึดรูปแบบที่ถ่ายทอดต่อกันมาตั้งแต่โบราณ ในช่วงหมินกั๋วลงมาจนถึงยุคใหม่ได้มีการตีความของไป๋กั่วหูขึ้นใหม่โดยใช้เทคนิคการผสมดินเพื่อให้สีสันที่สดใสมากยิ่งขึ้นโดยเจี่ยงหรง (蒋蓉 1919-2008) ศิลปินหญิงที่นิยมการใช้สีสันสดใส ซึ่งเธอแก้ไขทรงรีหรือกลมของป้านโดยเอาลักษณะของลูกทับทิมออกแก้เป็นทรงกลมแบนสีเขียวต่อมาทรงนี้ก็ได้รับความนิยมผลิตต่อมาในปัจจุบันเช่นกัน

เหตุที่ป้านชาลูกไม้ร้อยชนิดได้รับความนิยมตั้งแต่แรกนั้นเพราะชาวจีนถือว่าลูกไม้ต่าง ๆ หมายถึงความอุดมสมบูรณ์ ความมั่งมี ร่ำรวย รวมถึงการมีผู้สืบสกุล (อย่างความหมายของทับทิมเป็นต้น) การสืบทอดรุ่นต่อรุ่น (รากบัวที่ยืดยาวออก) ความมีโชค (ลิ้นจี่ 荔 พ้องเสียงกับคำว่าโชคดี มีผลกำไร 利) แห้วคล้ายเหรียญเงิน เป็นต้น ดังนั้นเราสามารถพบเห็นสัญญะ (Symbolic) หลากหลายที่สื่อถึงเรื่องดี ๆ มาประกอบในป้านชาไม่เพียงเฉพาะลักษณะนี้เท่านั้น ตราประทับจากที่เคยพบเห็นมากแล้วจะประทับตรงใกล้กับจุกทับทิมหรือข้างพวยที่เป็นรากบัว (ด้านข้างเป็นป้านของเจี่ยงหรง ใบแรกนั้นเป็นของเฉินหมิงหย่วน)

ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามครับ ร่วมพบปะพูดคุยกันได้ที่เพจสมาคมผู้รักชาและวัฒนธรรมจีน

วันเสาร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2561

书扁壶 (ซูเปียนหู) ป้านชาทรงแบน

ในบรรดาป้านชาทรงต่าง ๆ ที่พบเห็นกันในปัจจุบันมักจะมีทรงแปลกที่นักสะสมไม่ทราบชื่อจริงของมันแล้วตั้งชื่อเรียกลำลองให้ต่าง ๆ นานา แน่นอนว่าชื่อดังกล่าวรู้กันในกลุ่มที่สนิทกันต่างกลุ่มต่างพวกก็มักเรียกไม่เหมือนกันเหมือนชื่อเฉพาะ ทว่ามีป้านทรงหนึ่งที่ทุก ๆ คนเรียกตรงกันหมดว่าทรง "จานบิน" เหตุเพราะว่าเป็นลักษณะกลมและแบนดูคล้ายกับจานบินในหนังหรือนิยายวิทยาศาสตร์ ซึ่งตอนนี้จะเล่าเรื่องของป้านทรงนี้เอาไว้ ชื่อจริง ๆ ของมันเรียกว่า 书扁壶 (ซูเปียนหู) ป้านชาทรงแบน ความหมายก็ตามชื่อเลยครับเพราะทรงนี้เมื่อดูจากด้านบนแล้วเหมือนมันแบนราบติดไปกับพื้น มองจากด้านข้างก็ดูจะเตี้ยแบนแผ่ออกข้างมากกว่าทรงอื่น ๆ ทั่วไป


แท้จริงแล้วป้านชาทรงนี้ได้รับอิทธิพลจากภาชนะที่ใช้บรรจุน้ำหรือเหล้าชนิดหนึ่งของชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่บริเวณตะวันตกถึงตะวันตกเฉียงเหนือของจีนโบราณ ภาชนะนี้ทำจากหนังวัวหรืออูฐโดยถลกหนังออกแล้วโกนขนจากนั้นนำไปเผาไฟแล้วเย็บให้เป็นรูปร่างยาด้วยยางไม้หรือประกอบด้วยโลหะจนกลายเป็นถุงหนังสามารถบรรจุน้ำหรือเหล้าได้ ถุงอย่างนี้เรียกว่า 囊 (หนาง) ซึ่งหากเป็นขนาดใหญ่อาจทำจากวัวหรืออูฐทั้งตัวสามารถใส่เหล้าได้มากถึงหกสิบลิตรหรือขนาดเล็กใช้แขวนบนหลังม้าใส่ได้หนึ่งลิตรขึ้นไป มักมีลักษณะแบนแนบไปกับตัวม้าเพื่อการพกพาที่สะดวก ภาชนะหนางนั้นก็เกิดเป็นต้นแบบของเครื่องปั้นดินเผาหรือเครื่องสัมฤทธิ์ในยุคชุนชิว มีการขุดค้นพบเครื่องปั้นดำเผาทรงกลมแบนเดินลายดำของอาณาจักรซีเซี่ยเป็นภาชนะที่ใช้ใส่เหล้าเรียกว่า 扁壶 (เปียนหู) ซึ่งพัฒนาจากหนาง ในแผ่นดินอาณาจักรฮั่นก็มีเปียนหูใช้ใส่เหล้าเช่นกันเป็นหม้อลักษณะแบนทำจากสัมฤทธิ์ จากรูปจะเห็นว่าสิ่งที่เหมือนกันของภาชนะทั้งสองอย่างนอกจากใช้ใส่เหล้าเหมือนกันแล้วตรงกลางดูจะเป็นทรงกลมและแบนเหมือนกัน เปียนหูลักษณะนี้ได้ถูกผลิตอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ยุคนั้น ซึ่งมีการผลิตด้วยวัสดุแทบทุกอย่างเมื่อมาถึงสมัยหมิงก็เข้าสู่การผลิตด้วยวัสดุกระเบื้องทำเป็นภาชนะลายครามที่สวยงาม


ในยุคสมัยหมิงนี้เองที่เกิดป้านที่เลียนอย่างรูปทรงของเปียนหูขึ้นใบแรก โดยช่างจื่อซาที่ชื่อว่า 时大彬 (สือต้าปิน 1573-1648) สือต้าปินมีชีวิตอยู่ในช่วงสมัยจักรพรรดิหมิงว่านลี่จนถึงสมัยชิงซุ่นจื้อเป็นช่างจื่อซายุคต้น มีฝีมือและชื่อเสียงมาก เป็นผู้คิดค้นริเริ่มผลิตป้านจื่อซามากมายหลายทรงซึ่งป้านชาทรงแบนเป็นหนึ่งในนั้น สือต้าปินนำรูปแบบของเปียนหูอันเป็นภาชนะใส่เหล้ามาสร้างขึ้นเป็นรูปทรงของป้านชา ใช้เนื้อดินที่มีเม็ดแร่ (砂/ซาหรือเม็ดทราย) ชัดเจนนำมาปั้นเป็นรูปวงกลมก้นป้านเล็กบานออกถึงส่วนกลางท้องแล้วคอดลงมีคอรับฝาป้านขนาดใกล้เคียงกับก้น พวยป้านโค้งเล้กน้อย สั้น ชี้ไปข้างหน้า หูป้านอยู่ตรงข้ามพวยติดกับส่วนท้องป้านที่ยื่นออกมา หูค่อนข้างเล็ก ฝาเป็นวงกลมมีเส้นวงกลมล้อมดุมฝาชั้นหนึ่ง ที่ก้นเขียนเอาไว้ว่า "源远堂藏大彬制" (หยวนหย่วนถังฉ่างต้าปินจื้อ) ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์เซี่ยงไฮ้



ชื่อ 书扁壶 (ซูเปียนหู) นั้นว่ากันว่ามาจากคำเปียนหู (扁壶) คือป้านแบน กับคำว่า 书 (ซู) ที่แปลว่าหนังสือ เหตุเพราะว่าเป็นป้านที่มักวางบนโต๊ะหนังสือหรือบางเหมือนหนังสือที่เย็บเล่มในสมัยโบราณ อีกเรื่องหนึ่งคือแต่เดิมชื่อ 虚扁壶 (ซูเปียนหู) หรือ 水扁壶 (สุ่ยเปียนหู) แล้วเสียงเพี้ยนมาเป็น 书 (ซู) ในภายหลัง ป้านชาลักษณะนี้ตั้งแต่ยุคสือต้าปินลงมาจนปัจจุบันถือเป็นป้านที่ผลิตยากและพบค่อนข้างน้อยชนิดหนึ่งเนื่องจากผลิตค่อนข้างยาก (ถือว่าลำดับต้น ๆ ในทรงมาตรฐานทั้งหมด) เพราะว่าต้องขึ้นรูปให้ได้เป็นวงกลมงดงาม การต่อก้นกับตัวป้านทำได้ยาก ในส่วนของท้องป้านช่วงกลางจะแบนแคบมากถ้าช่างวางแบบไม่ดีก็จะออกมาเบี้ยวไม่สมส่วนหรืออาจทำให้เวลาเผาป้านบิดเบี้ยวไปเลย

เล่าถึงตรงนี้แล้วก็หวังว่าท่านที่มีสะสมป้านทรงนี้นอกจากจะเรียกมันว่าจานบินแล้วขอให้ทราบด้วยว่ามันชื่อซูเปียนหูและถือเป็นป้านจื่อซาทรงแรก ๆ อีกด้วย  ขอบพระคุณที่ติดตามครับ ร่วมพบปะพูดคุยกันได้ที่เพจสมาคมผู้รักชาและวัฒนธรรมจีน


วันศุกร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2561

供春壶 (กงชุนหู) ป้านชากงชุน

สำหรับท่านที่รักการสะสมป้านชาก็คงมีทรงที่ชอบเป็นพิเศษส่วนตัวทั้งนั้น แบบที่เห็นแล้วนึกอยากได้ขึ้นมาทันทีกับทรงแปลกพิสดารที่ไม่ค่อยได้เห็นเลยอยากสะสมเอาไว้ มากแล้วจะมีสองแนวนี้ไม่นับรวมท่านที่สะสมเพื่อการลงทุน ป้านที่วนเวียนในตลาดบ้านเรานั้นมากแล้วเป็นป้านเล็ก (小品/เสียวผิ่น) มาตรฐานซึ่งเอาไว้ใช้งาน แต่ว่าในหน้าประวัติศาสตร์ของป้านจื่อซานั้นก็มีป้านหลัก ๆ หรือดัง ๆ อยู่มากมาย ท่านที่ศึกษาและสะสมก็ควรได้รับทราบเอาไว้บ้างว่าที่ได้ยินได้ฟังกันมานั้นจริง ๆ แล้วเรื่องราวมันเป็นอย่างไร หน้าตาเป็นอย่างไร ป้านทรงที่จะนำเสนอในวันนี้ก็เช่นเดียวกันเป็นป้านที่ถือว่าเป็นป้านจื่อซาใบแรกที่กำเนิดขึ้นในโลก 供春壶 (กงชุนหู) ป้านชากงชุน


เรื่องราวเกี่ยวกับป้านกงชุนนั้นมีหลากหลายมากแล้วเล่าว่าในช่วงสมัยราชวงศ์หมิง จักรพรรดิเจิ้งเต๋อ (正德 1491-1521) กงชุนนั้นเป็นเด็กรับใช้ของบัณฑิตสกุลอู๋ (吴) ครั้งหนึ่งได้มาพักที่วัดจินซา (金沙寺-อยู่ทางใต้ของเมืองอี๋ชิง) เพื่อพักผ่อนอิริยาบถหรือเตรียมตัวเดินทางไปสอบหรือเพื่อเรียนหนังสือซึ่งต้องอาศัยอยู่เป็นเวลานานพอควร ในวัดนั้นก็มีพระชรารูปหนึ่งที่มีฝีมือในการผลิตกระเบื้องหลังคาเพื่อใช้ในวัด (บ้างว่าผลิตป้านชา) กงชุนเนื่องจากอยู่ว่างเลยมาขอเรียน (หรือแอบเรียน) งานปั้นจากพระชรารูปนั้น เมื่อฝึกไปกงชุนเกิดอยากทำป้านชาขึ้นมาบ้างจึงได้นำดินซึ่งเป็นเศษดินจากการล้างมือของพระที่สะสมในอ่างน้ำขึ้นมานวดให้เป็นก้อนแล้วปั้นออกมาโดยเลียนแบบ 树瘿 (ซู่อิ่ง) หมายถึงปมที่เกิดบนผิวต้นไม้ (เกิดจากการติดเชื้อบางอย่างทำให้ต้นไม้มีเนื้องอกออกมาเป็นก้อน) ซึ่งกงชุนได้เห็นจากต้นแปะก๊วย (银杏树/อิ๋นซิ่งซู่) ภายในวัด ดังนั้นป้านจึงมีรูปทรงค่อนข้างกลมผิวนอกของป้านทำให้เป็นลวดลายเหมือนผิวของต้นไม้ ด้ามจับนั้นทำให้เหมือนกิ่งไม้ เผาแล้วดูสวยงามเมื่อนำไปใช้ก็สามารถใช้งานได้ดี เรื่องราวต่อจากนี้ก็ไม่มีรายละเอียดชัดเจน หากเป็นเช่นนั้นจริงชื่อเสียงของกงชุนในยุคสมัยนั้นคงไม่เลวแน่นอนเพราะบางแห่งว่าบัณฑิตสกุลอู๋นั้นก็คืออู๋อี๋ซาน (吴颐山) ซึ่งเป็นปัญญาชนชื่อดังในสมัยนั้นมีการคบหากว้างขวางรวมถึงเป็นเพื่อนกับถังอิ๋น (唐寅) หรือถังป๋อหู่ลิปิกรชื่อดังอีกด้วย ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้เป็นเรื่องเล่าไม่มีการตรวจสอบทางประวัติศาสตร์ดังนั้นจะเชื่อถือไปทั้งหมดคงไม่ได้ แต่ในส่วนประวัติของป้านชากงชุนที่มีการบันทึกเอาไว้อย่างชัดเจนนั้นอยู่ในสมัยหมินกั๋ว


ในปี 1923 นักสะสมที่มีชื่อเสียงของอี๋ชิง 储南强 (ฉู่หนานเฉียง 1876-1959) เดินทางไปซูโจวแล้วพบกับป้านชาใบหนึ่ง รูปร่างรีขนาดค่อนข้างใหญ่จากพวยป้านถึงสุดด้ามยาวถึง 19 เซนติเมตร จากฐานถึงบ่าป้านประมาณ 10 เซนติเมตร ภายนอกเป็นผิวขรุขระเหมือนผิวต้นไม้ ลักษณะดูเก่าแก่โบราณ ที่หูป้านเขียนเอาไว้ว่า 供春 (กงชุน) ฝาป้านเป็นทรงฟักทองตีตราไว้ว่า 黄玉麟 (หวงยู่หลิน 1842-1914) ซึ่งเป็นช่างมีชื่อสมัยชิง ซึ่งหวงยู่หลินมีผลงานปั้นป้านทรงนี้เช่นกันแต่ป้านใบนี้แปลกออกไปเพราะว่าดูแล้วตัวป้านกับฝานั้นเป็นคนละยุคกัน ฉู่หนานเฉียงจึงได้ซื้อป้านนั้นกลับมายังอี๋ชิงเชิญช่างทำป้าน เชิญลิปิกรชื่อดังมาชม รวมถึงนักสะสมมาชมโดยต่างลงความเห็นว่าตัวป้านคงเป็นของเก่าสมัยหมิงส่วนฝานั้นผลิตขึ้นในสมัยชิงโดยฝีมือของหวงยู่หลินดังปรากฎชื่อที่ตีอยู่ในฝา ฉู่หนานเฉียงยังเชิญหวงปินหง (黄宾虹 1865-1955) ลิปิกรชื่อดังมาตั้งชื่อป้านลักษณะนี้ หวงปินหงเมื่อเห็นแล้วก็ว่าป้านชานี้เหมือนกับปมของต้นไม้ที่ปูดออกมาดังนั้นจึงให้ชื่อว่า 供春树瘿壶 (กงชุนซู่อิ่งหู) ป้านปมไม้กงชุน ซึ่งเมื่อมีแนวคิดว่าเป็นปมต้นไม้ดังนั้นฝาป้านที่ทำเป็นลักษณะของฟักทองจึงดูไม่เข้ากัน ฉู่หนานเฉียงจึงเชิญช่างทำป้านชาชื่อดังเผยสือหมิน (裴石民 1892-1976) มาออกแบบฝาป้านโดยทำให้เหมือนกับตัวป้าน ส่วนดุมป้านด้านบนนั้นทำออกมาเหมือนกับเห็ดหลินจือ ดังนั้นป้านกงชุนที่พบเห็นในปัจจุบันจึงมีฝาสองลักษณะ ในยุคสงครามฉู่หนานเฉียงนำสมบัติที่สะสมเอาไว้ไปฝังซ่อนในป่าเพื่อให้รอดพ้นการกวาดล้างซึ่งรวมถึงป้านชากงชุนด้วยและเมื่อสงครามสงบลงในปี 1949 ฉู่หนานเฉียงได้มอบป้านกงชุนให้กับพิพิธภัณฑ์นานกิง หลังจากนั้นที่ปักกิ่งมีการสร้างพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ชาติจีน (中国历史博物馆) ป้านกงชุนใบนี้จึงได้เข้าไปจัดแสดงในส่วนของเครื่องปั้นดินเผาอันถือเป็นเอกลักษณ์ของชาติที่ควรหวงแหนรักษาเอาไว้

ปัจจุบันป้านชาทรงกงชุนนั้นมีการผลิตตั้งแต่ขนาดเล็กจนถึงใหญ่มีการใช้เนื้อดินหลายชนิด (สมัยของหวงยู่หลินมีแต่ใช้ต้วนหนีสีเหลือง) และฝาก็มีสองลักษณะคือฝาลักษณะฟักทอง (瓜形盖/กวาสิงไก้) หรือฝารูปเห็ดหลินจือ (灵芝盖/หลิงจือไก้)

ขอบพระคุณที่ติดตาม ร่วมพบปะพูดคุยกันได้ที่เพจสมาคมผู้รักชาและวัฒนธรรมจีน

บักษณะของปมต้นไม้หรือซู่อิ่ง (树瘿)

วันพุธที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2561

洋桶壶 (หยางถ่งหู) ป้านชาทรงกระบอก

พักหลังมานี้มักมีเพื่อน ๆ สอบถามเรื่องเกี่ยวกับป้านชาเข้ามามากมายทั้งตราทั้งรูปทรงซึ่งก็ควรแก่เวลาที่จะต้องไล่เขียนเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้เก็บเอาไว้บ้างเผื่ออนาคตมีท่านใดสนใจก็จะหยิบลิงค์มาตอบได้ทันทีซึ่งคงละเอียดและรวดเร็วกว่าการที่จะต้องพิมพ์ใหม่บ่อย ๆ ปกติแล้วทรงของป้านชาในตลาดมักเป็นทรงนิยมที่มีแบบอย่างมาตั้งแต่อดีตแล้วพัฒนาขึ้นตามจินตนาการของช่างซึ่งจะเห็นว่าแม้เรียกทรงเดียวกันแต่ก็มีหลายฝีมือมากดังนั้นขอให้พึงสังเกตจุดเด่นของแต่ละทรงไว้เพื่อให้แยกแยะง่าย ทรงป้านที่จะนำเสนอในวันนี้เป็นทรงนิยมมากทรงหนึ่งชื่อว่า 洋桶壶 (หยางถ่งหู) ป้านชาทรงกระบอก




ป้านทรงนี้ทำเป็นทรงกระบอกฐานวงกลมตัวป้านสูงขึ้นไปรับฝาป้านมีแป้นร้อยสายหน้าหลัง มักเป็นป้านสาย (提梁壶-ถีเหลียงหู) (มีบ้างที่เป็นป้านหูแล้วเรียกหยางถ่งหูแต่มากแล้วจะตั้งชื่อเป็นทรงอื่นในที่นี้จะนำเสนอเฉพาะป้านสาย) ป้านทรงกระบอกที่พบเห็นทั่วไปนั้นแยกออกเป็นสามประเภทหลักคือ 独钮洋桶 (ตู๋หนิ่วหยางถ่ง) เป็นป้านทรงกระบอกพวยช้อยด้านในอาจมีรูเดียวหรือหลายรูเจาะเป็นวงกลม ที่พบมากคือป้านไทยสั่งมาจำหน่าย ตัวฝามีดุมกลมมีคอมีบ่า เลี่ยมทองเหลืองขัดมัน มีตั้งแต่ขนาดใหญ่มาก ๆ จนเล็ก พบทั้งที่มีกรองและอย่างไม่มีกรอง 牛盖洋桶 (หนิวไก้หยางถ่ง) ป้านทรงกระบอกฝาจมูกวัว หนิวไก้หมายถึงจมูกวัว เหตุที่เรียกชื่ออย่างนี้เพราะที่ฝาทำที่จับเป็นสะพานดูคล้ายจมูกวัว พวยโค้งออกจากตัวป้านไปทางด้านหน้าที่ส่วนต่อกับตัวป้านมีเนื้อที่มากกว่าป้านลักษณะแรกทำให้มีเนื้อที่ในการเจาะรูน้ำมากกว่า รูน้ำมักเจาะเป็นแนวดิ่งอาจมีมากถึง 6-12 รู ลักษณะที่สามคือ 平盖洋桶 (ผิงไก้หยางถ่ง) ป้านทรงกระบอกฝาเรียบ เป็นทรงที่คล้ายกับหนิวไก้พวยคล้ายกันเพียงแต่ฝาด้านบนเป็นแบบเรียบไม่มีดุม ป้านลักษณะนี้มักทำตัวกรองกากชาชั้นหนึ่งแล้วทำฝาอีกชิ้นหนึ่งปิดครอบลงไป


ป้านทรงกระบอกนั้นนิยมใช้กันตามบ้านหรือโรงน้ำชาหรือสถานที่ที่รองรับผู้คนจำนวนมาก เป็นป้านที่มักมีขนาดใหญ่ (มักจุเกิน 1 ลิตรขึ้นไปแบบเล็กพบเห็นน้อยมาก) ที่มาของชื่อป้านชามีข้อสันนิษฐานสามแนวทาง เนื่องจากชื่อ 洋桶 (หยางถ่ง) ตัวคำว่าหยางนั้นหมายถึง 海洋 (ไห่หยาง) ทะเล ซึ่งสื่อถึงการค้าทางทะเลดังนั้นอาจจะมีที่มาจากการสั่งทำของ 南洋 (หนานหยาง) หมายถึงประเทศทางแถบทะเลใต้เช่นมาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ รวมถึงประเทศไทย ซึ่งในกรณีนี้ก็มีเหตุผลที่เป็นไปได้เพราะบ้านเรานิยมสั่งทำป้านอย่างนี้ในสมัยตั้งแต่รัชกาลที่ห้าลงมาและก็มีการสั่งจำนวนไม่น้อยแน่นอนจากการที่เห็นป้านขัดทรงนี้หลงเหลือวนเวียนในตลาดปัจจุบัน  ข้อสันนิษฐานที่สอง 东洋 (ตงหยาง) ก็เป็นเรื่องของการสั่งทำจำนวนมากเช่นกันแต่เป็นพื้นที่ของทะเลตะวันออกอันหมายถึงไต้หวันและญี่ปุ่น ในสมัยปลายชิงนั้นญี่ปุ่นมีอิทธิพลมาก พ่อค้าชาวญี่ปุ่นมีการนำสินค้าพวกจื่อซาเข้าไปค้าขายในประเทศญี่ปุ่นจำนวนมาก ไม่เพียงเท่านั้นพ่อค้าเหล่านี้ยังใช้อิทธิพลทางทหารเหมาซื้อกักตุนสินค้าประเภทใบชาและอุปกรณ์จื่อซาเพื่อขายให้กับประเทศต่าง ๆ ที่ต้องการไม่เว้นแม้แต่อังกฤษ เยอรมัน รัสเซีย ซึ่งเป็นกลุ่มในประเทศพันธมิตรแปดชาติ (ที่รุมกันเฉือนแบ่งแผ่นดินจีนในขณะนั้น) ดังนั้นคำว่าหยางถ่งอาจมาจากพวกญี่ปุ่นก็ได้ ข้อสันนิษฐานสุดท้ายก็คือ 北洋 (เป่ยหยาง) หมายถึงพื้นที่ในแถบทะเลเหนือคือนับแต่เซี่ยงไฮ้ ชิงเต่า เทียนจิน ขึ้นไปทางเกาหลีซึ่งบริเวณนี้ญี่ปุ่นอีกนั่นเองที่มีอิทธิพลอยู่มาก ยิ่งในสมัยจักพรรดิพระองค์สุดท้าย (ผู่อี๋หรือปูยี) ญี่ปุ่นตรึงกำลังตามชายฝั่งทะเลและยึดเมืองสำคัญเอาไว้ได้หลายเมืองรวมไปถึงคาบสมุทรเกาหลี ดังนั้นคำว่าหยางถ่งอาจมาจากกรณีพ่อค้าญี่ปุ่นสั่งผลิตเพื่อส่งขึ้นไปในแถบทะเลเหนือเป็นปฐม จากข้อมูลข้างต้นตามข้อสันนิษฐานก็ดูเหมือนจะให้น้ำหนักพ่อค้าญี่ปุ่นเสียมากกว่ากรณีอื่นซึ่งไม่ว่าอย่างไรก็ดีการที่ช่างได้พัฒนารูปทรงป้านทรงกระบอกนี้ขึ้นมาก็ทำให้เกิดความนิยมไปอย่างแพร่หลายจนถึงในปัจจุบันป้านชาลักษณะนี้ก็ยังได้รับความนิยมอยู่ไม่เสื่อมคลาย

ในบรรดาสามประเภทของป้านชาทรงกระบอกดังอธิบายแล้วข้างต้นดูเหมือนว่าทรง 独钮洋桶 (ตู๋หนิ่วหยางถ่ง) ที่คนไทยเห็นจนชินตานั้นจะเป็นรูปแบบที่เก่าแก่ที่สุดโดยทางไทยส่งแบบหรือมีการเดินทางไปสั่งผลิตโดยเฉพาะ ในไทยนั้นพบว่าป้านชาลักษณะนี้ตีตรา จ.ป.ร. ตราแผ่นดิน ตราอี๋กง (逸公) ตรากงเก็ก (贡局) ตราเมิ่งเฉิน (孟臣) ตรากิมตึ๋งฮวดกี่ (锦堂发记) ซึ่งร่วมสมัยในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ห้า ซึ่งเทียบกับรัชศกของจีนแล้วตรงกับช่วงปลายยุคชิงคือตั้งแต่จักรพรรดิเสียนเฟิง (咸丰) ถงจื้อ (同治) กวงซู่ (光绪) และเสวี่ยนถ่ง (宣统-ปูยี) ซึ่งป้านทรงกระบอกอีกสองลักษณะมีความรุ่งเรืองในช่วงยุคเสวียนถ่งถึงต้นยุคสาธารณรัฐเช่นป้านกระบอกฝาเรียบพบเห็นตราน้ำเต้าคู่ (双葫芦 德新/เต๋อซิน) ตรากระถาง (金鼎商标/จินติ่งซางเปียว) และป้านหนิวไก้หยางถ่งนั้นต้องนับว่างานที่กู้จิ่งโจว (顾景舟) ผลิตนั้นมีชื่อเสียงมากที่สุด จากอัตชีวประวัติของกู้จิ่งโจวทำให้ทราบว่าในสมัยก่อนกู้จิ่งโจวเกิดป้านทรงกระบอกก็ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายมากอยู่แล้ว โดยร้านน้ำชาทั่วไปก็ใช้กันทั้งหมดจึงถือเป็นทรงที่ได้รับความนิยมมากและข้อสำคัญคือหลังจากกู้จิ่งโกวอายุได้สิบกว่าปีในตอนนั้นบิดาของกู้จิ่งโจว 顾炳荣 (กู้ปิงหรง) เชิญเพื่อนสนิทคือ 储腊根 (ฉู่ล่าเกิน) ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น 洋桶王 (หยางถ่งหวัง/ปรมาจรย์การทำป้านทรงกระบอก เป็นผู้คิดค้นป้านชาทรงกระบอกฝาเรียบและฝาจมูกวัว) มาสอนกู้จิ่งโจวทำป้านลักษณะนี้เพื่อรองรับกับปริมาณความต้องการของตลาดและเพื่อฝึกพื้นฐานอันจะส่งผลให้กู้จิ่งโจวมีประสบการณ์และความเป็นเลิศในการผลิตป้านจื่อซาในอนาคต กู้จิ่งโจวผลิตป้านทรงกระบอกมาตลอดหลังจากนั้น ในขณะที่อายุ 20 ปี (ค.ศ. 1934) กู้จิ่งโจวได้สร้าง 牛盖洋桶 (หนิวไก้หยางถ่ง/ป้านกระบอกจมูกวัว) ในแบบตัวเองขึ้นมาและก็ได้รับเสียงตอบรับดีมาก เขาได้ผลิตป้านชาลักษณะนี้เรื่อยมาเพื่อจำหน่ายให้กับร้านน้ำชาเป็นหลัก ในปี 1943 น้องชายของกู้จิ่งโจวล้มป่วยลงด้วยโรคปอด ด้วยฐานะทางการเงินที่ง่อนแง่นประกอบกับอยู่ในช่วงสงครามข้าวยากหมากแพง กู้จิ่งโจวขายป้านที่ทำขึ้นมาออกไปทั้งหมดเพื่อหาเงินมาเจียดยาให้กับน้องชายและยังผลิตป้านทรงกระบอกที่สร้างชื่อให้กับเขาทั้งวันทั้งคืนเพื่อนำออกขายนำเงินมารักษาน้องให้เร็วที่สุด แต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งความตายของน้องชายได้ กู้ถงโจวเสียชีวิตในปีนั้นเองด้วยวัยเพียง 19 ปี  ความรักลึกซึ้งของพี่น้องถูกถ่ายทอดผ่านป้านชาเป็นสิบเป็นร้อยใบที่กู้จิ่งโจวผลิตนำออกขาย นำออกไปแลกยาให้กับน้องชาย เรื่องนี้ทำให้ทุกคนที่ได้ฟังถึงกับต้องหลั่งน้ำตา

ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามครับ ร่วมพบปะพูดคุยกันได้ที่เพจสมาคมผู้รักชาและวัฒนธรรมจีน

ป้านหนิวไก้หยางถ่งที่กู้จิ่งโจวผลิต ถ่ายจากพิพิธภัณฑ์จื่อซา ห้องจัดแสดงชีวประวัติกู้จิ่งโจว เมืองอี๋ชิง